ในช่วงนี้จะเห็นได้ว่า
ข่าวการปรับเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ
กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนพอสมควร เพราะรัฐวิสาหกิจของไทยมีมากถึง 58 แห่ง
ในอดีตที่ผ่านมานั้น รัฐวิสาหกิจคือขุมทรัพย์ที่สำคัญของนักการเมือง
และผู้มีอำนาจบางคน ด้วยการเอาคนของตัวเองเข้าไปเป็นผู้บริหาร
ผลประโยชน์ที่ได้มาคือการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากเงินงบประมาณลงทุน
ที่แต่ละปีมีไม่ใช่น้อย ผลประโยชน์มหาศาล แค่เรียกเก็บ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ก็ท้องอืดแล้วครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นอยู่กับข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ว่าจะแบ่งกันอย่างไร
ปัจจุบันเมื่อนักการเมืองต้องถูกเว้นวรรคไปในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ
หรือ คสช.เข้ามายึดอำนาจในการบริหารบ้านเมือง จึงถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม
สำหรับการล้างระบบที่มีมาอย่างยาวนาน ให้ผลประโยชน์หวนกลับคืนสู่มือประชาชน
และประเทศชาติ นำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
แทนที่จะเข้ากระเป๋าของกลุ่มนักการเมืองผู้แสวงประโยชน์บางกลุ่ม หรือบางคน
แต่การปรับเปลี่ยนนั้นคงต้องคิดและคำนึงถึงผลในระยะยาว
เพราะ คสช.ใช่ว่าจะอยู่ในอำนาจยาวนานนัก แต่ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ เมื่อมีโอกาสทำได้
ก็ขอให้วางกฎ ระเบียบ และวางรากฐานในการป้องกันการกลับมาของนักแสวงหาผลประโยชน์ทั้งหลายให้ดี
ซึ่งถ้าหากทำได้ก็คงจะทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นขุมทรัพย์ของประชาชน
และประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ขุมทรัพย์ของใครคนใดคนหนึ่ง
หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคงเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศอยากจะเห็นเป็นรูปธรรม
ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ
เฒ่าไผ่เขียว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น