วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ผลงานของ คสช. ความสุขที่ยั่งยืนหรือเป็นแค่เพียงภาพลวงตา?



           ผลงานช่วงแรกในรอบ 1 เดือน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ สำหรับคนไทย จากผลการสำรวจของสถาบันนิด้าโพล เกี่ยวกับความพึงพอใจในผลงานของ คสช.ที่กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนถึง 8.82 จากเต็ม 10 ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอสมควร ซึ่งผลการสำรวจก็น่าจะตรงใจของคนไทยส่วนใหญ่ ที่มาจากผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยกิจกรรม และผลงาน ที่ คสช.ได้ทำไปแล้วนั้น เน้นการคืนความสุขให้กับประชาชน พยายามขจัดเงื่อนไขปัญหาต่างๆ ที่ได้ฝังรากลึกมาในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน 

          โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 18.00 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เผยแพร่สกู๊ปพิเศษ "สรุปผลงานในรอบ 1 เดือน" มีความยาว 28 นาที ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในระบบเสียง 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

          โดยสกู๊ปดังกล่าวมีเนื้อหาว่า ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. ได้ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว ยังมีการปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลัก โดยได้มีการทำโรดแม็ปออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
           1. สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด
           2. ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและดำเนินการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
           3. การจัดการเลือกตั้ง

            นอกจากนี้ คสช. ยังมีการแบ่งงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ คือ
           1. กลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย
           2. กลุ่มงานบริหารราชการ
           3. กลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป

           ในส่วนของการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ผ่านมานั้น คสช. ก็มีจำเป็นต้องใช้ ซึ่งอาจกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ก็ได้ประกาศยกเลิก หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง แต่ก็ยังต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลาเห็นได้จากสถิติการจับกุมอาวุธสงคราม ส่วนเรื่องการเชิญบุคคลมารายงานตัว ก็เพื่อสร้างความเข้าใจ เนื่องจากหลายกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

           ทั้งนี้หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายงานให้ทุกฝ่ายดำเนินการแก้ปัญหา แบ่งเป็น
           1. ฝ่ายความมั่นคง ที่มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรณ์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้า สามารถจับกุมอาวุธสงครามในพื้นที่ต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งบูรณาการแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนงานด้านต่างประเทศ
           2. ฝ่ายเศษฐกิจ มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. เป็นหัวหน้า ผลงานที่เด่นชัดคือ การจ่ายเงินให้กับชาวนาได้ครบทั้งหมดกว่า 8 แสนราย ถือเป็นการปิดบัญชีหนี้จำนำข้าวของชาวนาทั่วประเทศ อีกทั้งการเดินหน้าทำความเข้าใจกับต่างประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านเศษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น
           3. ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ
           4. ฝ่ายสังคมจิตวิทยา มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. เป็นหัวหน้า ผลงานที่ผ่านมาได้เร่งรัดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลจับกุมผู้บุกรุกป่าไม้และทำลายป่า
        5. ฝ่ายกิจการพิเศษ ที่มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นหัวหน้า ได้มีการสานต่อกองทุนหมู่บ้าน โครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และโครงการพัฒนาเมือง เป็นต้น

           นอกจากนี้ ยังให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และยังมีส่วนงานที่ขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช. โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ทำหน้าที่ดูแลติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน คสช. และกลุ่มงานสร้างความปรองดองที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบ

           ส่วนศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นผอ.ศปป. เดินหน้าเสริมสร้างความปรอง ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัด ศปป.ครบทุกจังหวัด รวมถึงลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างผู้เห็นต่าง ทั้งยังมอบหมายให้กลุ่มรักษาความสงบเรียบร้อย ที่มี พล.ท.พีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) เป็นผู้ดูแล เร่งดำเนินการจัดระเบียบสังคม ทั้งผู้มีอิทธิพล ปราบปรามบ่อนการพนัน และจัดระเบียนบรถโดยสารสาธารณะด้วย

           อย่างไรก็ตาม สำหรับผลตอบรับจากสังคม จะเห็นได้ว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างดี แต่เนื่องจากปัญหาสะสมมานาน จึงต้องใช้เวลาที่จะแก้ไข และวอนให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือซึ่งเจตนารมณ์ของ คสช. คือการคืนความสุขให้กับประชาชน ลดการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงสร้างความรู้ให้แก่เพื่อพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ คสช. จะมุ่งมั่นตั้งใจดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

          คำกล่าวที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนและผลงาน ซึ่งอนาคตข้างหน้าคือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า คสช.จะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศ และนานาชาติต่างก็กำลังเฝ้าติดตาม เพื่อรอคอยผลการพิสูจน์ ว่าความสุขของคนไทยที่ได้รับกลับมา จะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ยาวนาน หรือจะหวนกลับคืนสู่วังวน ที่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

เฒ่าไผ่เขียว

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปราบภัยสังคม โอกาสในวิกฤติ



หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ประกาศเข้ายึดอำนาจบริหารบ้านเมือง ตั้งแต่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอชื่นชม และถือเป็นผลงานอันเด่นชัด คือ การดำเนินการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย อันเป็นภัยสังคมที่ยืนหยัดเฟื่องฟูในสังคมไทยมานานกว่าทศวรรษ ทั้งการบุกทลายแหล่งพนัน การปราบปรามยาเสพติด การจับกุมผู้ค้าอาวุธสงคราม และจับกุมผู้ครอบครองอาวุธเถื่อน รวมถึงเอาจริงเอาจังกับการจับกุมผู้ที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า หรือการเข้าตรวจสอบการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังและได้รับผลประโยชน์จากสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้มักจะเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือบางคนก็เกี่ยวโยงกับนักการเมือง และบางทีก็มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนรู้เห็น ทำให้ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคใดสมัยใด ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างจริงจัง

แต่ในยุคปัจจุบันของ คสช. ที่มีจุดมุ่งหมายในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ ได้มีการดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง จนมีผลงานเป็นรูปธรรม ถึงแม้ว่าอาจจะยังไม่สูญพันธุ์ไปจากสังคมไทยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้สังคมเห็นว่า ถ้ามีความตั้งใจที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง โดยไม่ไว้หน้าใคร ย่อมสามารถกระทำได้อย่างแน่นอน ผมเชื่อว่าสังคมไทย และนานาชาติคงจะยอมรับได้ ถึงแม้ คสช.จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองโดยที่ไม่ผ่านมาจากกระบวนการเลือกตั้งก็ตาม เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ในยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน ก็คงต้องใช้การปราบปรามภัยสังคม ด้วยการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ถ้าทำได้ผมเชื่อว่าในอนาคต คงได้รับแต่คำยกย่อง และเสียงปรบมือ

เฒ่า ไผ่เขียว

คนไทยต้องมีศักดิ์ศรี ยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองบ้าง

     
 

  ในท่ามกลางกระแสกดดันของหลายประเทศ ที่มีการแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมืองชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และความแตกแยกของสังคมไทย ที่กำลังลุกลามเข้าไปถึงในระดับครอบครัว ซึ่งถือเป็นความน่ากลัวที่คนไทยต้องหาวิธีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากปล่อยไว้ต่อไป สังคมไทยคงยากที่จะหวนกลับคืนสู่ความสงบสุขได้

      การเข้ามาแก้ไขปัญหาของ คสช. ซึ่งเข้ามาในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เข้ามาด้วยความหวังดี และปรารถนาดี ต่อคนในชาติ ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ถึงแม้ว่าอาจจะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติของสังคม ซึ่งถ้ามองด้วยความยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แนวทางการแก้ไขปัญหาของ คสช.ในสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว ก่อนที่สังคมไทยจะแตกแยกร้าวลึกมากไปกว่านี้

      สิ่งสำคัญที่สุดที่คนไทยต่างคาดหวัง คือ "ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง" ที่เราทุกคนหวังจะได้รับจากการกระทำของ คสช. ถึงแม้จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่คงไม่มีใครประเทศไหนที่จะรู้สถานการณ์ได้ดีไปกว่าคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งในอนาคตสิ่งที่จะสามารถยืนยันได้ ถึงความบริสุทธิ์ใจและความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด คือ การกระทำที่ต้องยึดมั่น อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก พิสูจน์ให้สังคมและนานาชาติเห็นว่า คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมืองเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป ไม่ได้เข้ามาเพื่ออำนาจ หรือเข้ามาเบียดบังสิทธิเสรีภาพของใคร จึงอยากจะขอย้ำเพื่อเตือนใจว่า เราคนไทยก็ต้องมีศักดิ์ศรี และต้องสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง ให้ต่างชาติได้เห็นว่า เราไม่ใช่ชาติที่คอยแต่หวังที่จะพึ่งพาคนอื่น


เฒ่าไผ่เขียว