ผลงานช่วงแรกในรอบ 1 เดือน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ สำหรับคนไทย จากผลการสำรวจของสถาบันนิด้าโพล เกี่ยวกับความพึงพอใจในผลงานของ คสช.ที่กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนถึง 8.82 จากเต็ม 10 ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอสมควร ซึ่งผลการสำรวจก็น่าจะตรงใจของคนไทยส่วนใหญ่ ที่มาจากผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยกิจกรรม และผลงาน ที่ คสช.ได้ทำไปแล้วนั้น เน้นการคืนความสุขให้กับประชาชน พยายามขจัดเงื่อนไขปัญหาต่างๆ ที่ได้ฝังรากลึกมาในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 18.00 น. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เผยแพร่สกู๊ปพิเศษ "สรุปผลงานในรอบ 1 เดือน" มีความยาว 28 นาที ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในระบบเสียง 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
โดยสกู๊ปดังกล่าวมีเนื้อหาว่า ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. ได้ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว ยังมีการปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลัก โดยได้มีการทำโรดแม็ปออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
โดยสกู๊ปดังกล่าวมีเนื้อหาว่า ภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. ได้ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว ยังมีการปฏิรูปเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลัก โดยได้มีการทำโรดแม็ปออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด
2. ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและดำเนินการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
3. การจัดการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ คสช. ยังมีการแบ่งงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ คือ
1. กลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย
2. กลุ่มงานบริหารราชการ
3. กลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป
ในส่วนของการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ผ่านมานั้น คสช. ก็มีจำเป็นต้องใช้ ซึ่งอาจกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ก็ได้ประกาศยกเลิก หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง แต่ก็ยังต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลาเห็นได้จากสถิติการจับกุมอาวุธสงคราม ส่วนเรื่องการเชิญบุคคลมารายงานตัว ก็เพื่อสร้างความเข้าใจ เนื่องจากหลายกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง และก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
ทั้งนี้หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายงานให้ทุกฝ่ายดำเนินการแก้ปัญหา แบ่งเป็น
1. ฝ่ายความมั่นคง ที่มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรณ์ ผบ.สส. เป็นหัวหน้า สามารถจับกุมอาวุธสงครามในพื้นที่ต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งบูรณาการแก้ไขปัญหาทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนงานด้านต่างประเทศ
2. ฝ่ายเศษฐกิจ มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. เป็นหัวหน้า ผลงานที่เด่นชัดคือ การจ่ายเงินให้กับชาวนาได้ครบทั้งหมดกว่า 8 แสนราย ถือเป็นการปิดบัญชีหนี้จำนำข้าวของชาวนาทั่วประเทศ อีกทั้งการเดินหน้าทำความเข้าใจกับต่างประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านเศษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น
3. ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้า ได้เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ
4. ฝ่ายสังคมจิตวิทยา มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. เป็นหัวหน้า ผลงานที่ผ่านมาได้เร่งรัดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลจับกุมผู้บุกรุกป่าไม้และทำลายป่า
5. ฝ่ายกิจการพิเศษ ที่มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นหัวหน้า ได้มีการสานต่อกองทุนหมู่บ้าน โครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และโครงการพัฒนาเมือง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียนแแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และยังมีส่วนงานที่ขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช. โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. ทำหน้าที่ดูแลติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน คสช. และกลุ่มงานสร้างความปรองดองที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) มี พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นผอ.ศปป. เดินหน้าเสริมสร้างความปรอง ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัด ศปป.ครบทุกจังหวัด รวมถึงลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างผู้เห็นต่าง ทั้งยังมอบหมายให้กลุ่มรักษาความสงบเรียบร้อย ที่มี พล.ท.พีรชัย นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) เป็นผู้ดูแล เร่งดำเนินการจัดระเบียบสังคม ทั้งผู้มีอิทธิพล ปราบปรามบ่อนการพนัน และจัดระเบียนบรถโดยสารสาธารณะด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลตอบรับจากสังคม จะเห็นได้ว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างดี แต่เนื่องจากปัญหาสะสมมานาน จึงต้องใช้เวลาที่จะแก้ไข และวอนให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือซึ่งเจตนารมณ์ของ คสช. คือการคืนความสุขให้กับประชาชน ลดการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงสร้างความรู้ให้แก่เพื่อพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ คสช. จะมุ่งมั่นตั้งใจดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน
คำกล่าวที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนและผลงาน ซึ่งอนาคตข้างหน้าคือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่า คสช.จะสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศ และนานาชาติต่างก็กำลังเฝ้าติดตาม เพื่อรอคอยผลการพิสูจน์ ว่าความสุขของคนไทยที่ได้รับกลับมา จะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ยาวนาน หรือจะหวนกลับคืนสู่วังวน ที่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
เฒ่าไผ่เขียว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น