วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

“วันพรุ่งนี้” ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี


เมื่อวานนี้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำวันเดินทางถึงบ้าน แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ผมแว่วได้ยินเสียงเพลงๆ หนึ่งจากเครื่องรับโทรทัศน์ที่ภรรยาเปิดทิ้งไว้ระหว่างทำอาหารเย็น หลังจากตั้งใจฟังเนื้อหาก็ถึงกับขนลุกซู่น้ำตาซึม  ด้วยเนื้อเพลงนั้นมันช่างกัดกินเข้าไปในหัวใจของผู้ที่มีอาชีพเช่นผม กอปรกับภาวะการณ์บ้านเมืองของเรา  ที่ยังมีความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดคุกรุ่นอยู่ภายใต้ความรู้สึกที่พวกเราคิดว่าเงียบสงบ จึงอยากให้เพื่อนๆ ได้ฟังและตรึกตรองดูว่าสิ่งที่เด็กๆ ที่ร้องเพลงนี้ได้ถ่ายทอดผ่านเพลงออกมามันช่างตรงกับปัญหาที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันแก้ไขอยู่ในขณะนี้
เพลงนั้นชื่อเพลง “วันพรุ่งนี้” ครับ  (ฟังเพลงคลิ๊กที่ลิ้งครับ) http://www.youtube.com/watch?v=O2Mu4u3CXLQ 

จำได้ไหมตายายยังจำได้ไหม ปู่ย่าจำได้ใช่ไหม สอนหนูอยู่แทบทุกปี สอนให้เด็กต้องรักกันมีคำขวัญให้สามัคคี ให้ทำดีให้อดออมพากเพียร ...  เสียงเจื้อยแจ้วของนักเรียนชายหญิงร้องอย่างไพเราะพร้อมเพรียงด้วยเนื้อหาที่คล้ายๆ จะเป็นคำถามถามไปยังผู้ใหญ่ที่กำลังมีความเห็นต่างกันว่าจำสิ่งที่พวกท่านเคยสอนเขาเหล่านั้นไว้ได้หรือไม่  ท่านเคยสอนให้รักสามัคคีกัน สอนให้รู้จักให้อภัย สอนในสิ่งที่ดีงามที่ทำให้บ้านเมืองของเรามีความงดงามทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน จนถึงวันนี้วันที่ผู้ใหญ่เองกลับกลายเป็นฝ่ายที่ทะเลาะกันเอง

โดยรวมของเนื้อหาสามารถสรุปได้สั้นๆ ว่า เด็กจะดีได้ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี 

คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวหรอกครับ เพียงแต่อยากจะถามว่าผู้ใหญ่วันนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ ท่านได้ทำในสิ่งที่ต้องการให้เด็กๆ เป็นแล้วหรือไม่  เพราะผู้ใหญ่นั้นบางครั้งก็ต่างคนก็ต่างเก่ง ต่างคนก็ต่างดี  ไม่คิดแม้จะฟังอีกฝ่าย บางทีก็ต้องอาศัยเด็กๆ มาเป็นตัวกลางเพิ่มอีกแรง อาจจะฟังบ้างก็ได้...

เด็กยังอยากเห็นบ้านเมืองเรามีความรักความสามัคคี  เราเองก็อยากเห็น มิใช่หรือ บางทีการปล่อยวางลงบ้าง ถอยหลังไปคนละก้าวแล้วพูดคุยอย่างเข้าอกเข้าใจโดยยึดเอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยไม่มีใครต้องเจ็บช้ำ

ขอบคุณผู้แต่งเพลงที่มีเนื้อหาดีๆ ที่จะเป็นกาวใจให้พวกเรากลับมารักใคร่กลมเกลียวกันได้อีกครั้ง

อยากให้เปิดตามสถานีรถไฟฟ้า  ที่ชุมชน เสียงตามสาย เวลาเช้า สาย  บ่ายและ เย็น  ผมว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่รู้สึกอย่างนี้ คนไทยที่มีใจรักชาติทุกคนจะรู้สึกเหมือนกัน

            Watchdog               

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ค่านิยม 12 ประการ คุณธรรมดีๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าล้างสมองเยาวชน


            มีหลายคำถามเกี่ยวกับการนำเอาค่านิยม 12 ประการมาปลูกฝังให้กับเยาวชนตามนโยบาย คสช. ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ ที่วันนี้มีกระแสต่อต้านจากคนกลุ่มเดิม (อีกแล้ว) ว่าแนวทางการปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ เป็นความพยายามล้างสมองเด็กๆ ให้ดีเห็นดีเห็นงามตามแนวทางที่ถูกกำกับโดยเผด็จการ  ซึ่งการต่อต้านนี้จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่ขอกล่าวถึง เพราะคนที่เห็นไม่ตรงกัน อธิบายอย่างไรก็ต้องไม่ยอมรับท่าเดียวอยู่แล้ว (แม้ว่าลึกๆ จะเห็นดีด้วยแต่ถ้าอยู่คนละข้างกันแล้วก็ขอแถซะหน่อย)  แต่อยากจะขอแสดงความเห็นตามประสาคนไทยที่ห่วงอนาคตของบ้านเมืองครับ
             ค่านิยม 12 ประการเป็นข้อบังคับให้เด็กทำกระนั้นหรือ
           ตอบได้อย่างคนที่มีสามัญสำนึกปกติครับว่าไม่ใช่   "ค่านิยม 12 ประการ ไม่ใช่ข้อบังคับให้เด็กทำ"  หากแต่เป็นแนวความคิดเชิงบวกที่สมควรอบรม สั่งสอน หรือปลูกฝังให้กับเด็ก โดยการปลูกฝังค่านิยมอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละเล็กทีละน้อย  ด้วยการให้เด็กกระทำในแต่ละข้อในชีวิตประจำวัน หรือด้วยการแสดงตัวอย่างให้เด็กเห็นโดยผู้ใหญ่ให้เด็กเกิดการรับรู้ จดจำ และนำไปใช้เองโดยอัติโนมัติ สามารถทำได้ตั้งแต่ในสังคมที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว เพื่อให้เด็กมีภูมิต้านทานทางความคิดที่เข้มแข็ง ก่อนออกสู่โลก/สังคม  โดยยังไม่ต้องพึ่งการสอนอบรมจากสถานศึกษา
               แน่นอนว่า ไม่ใช่การไ ปกำหนดหรือบังคับให้เด็กต้องทำเพราะอาจเกิดการต่อต้าน 
            เนื่องจากสังคมปัจจุบันเราละเลยที่จะขัดเกลาเยาวชนในสิ่งที่ผู้ใหญ่ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นเด็กและถูกปลูกฝังมาจนทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่น่าอยู่  แม้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะได้มีการยกเลิกการเรียนการสอนในวิชาที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย อาทิ วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์  ซึ่งการยกเลิกไปนั้นจะเป็นไปโดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  แต่ผลนั้นปรากฏให้เห็นแล้วในวันนี้
             สังเกตุมั้ยครับว่าที่เราเห็นเด็กทุกวันนี้บางส่วนเถียงพ่อแม่  ไม่เคารพผู้ใหญ่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแสสังคม ไม่เคารพกฏจราจร ผลการเรียนตกต่ำ ละเลยหน้าที่ของตน จนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพในทุกวันนี้นั้น พวกเราผู้ใหญ่มองเห็นเป็นเรื่องปกติหรือไม่  สำหรับคนที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปผมเชื่อว่าหากมองย้อนไปตอนที่พวกท่านเป็นเด็กๆ แล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวมาช้างต้นเป็นเรื่องผิดปกติครับ
             แต่สำหรับเด็กในวันนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสมัยนี้คิดแบบนั้น คำตอบผมก็เชื่ออีกเช่นกันว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ทราบดี
             แล้วเหตุผลใดจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าค่านิยม 12 ประการ ซึ่งมีส่วนผสมด้านคุณธรรมหลายๆ เรื่องที่บ้านเมืองอื่นที่เขาเจริญแล้วต่างก็ปลูกฝังให้พลเมืองของเขาเช่นกัน กลับถูกมองว่าเป็นการล้างสมองเด็กๆ  น่าคิดนะครับ
           หรืออาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้อาจถูกล้างสมองไปแล้ว แต่เป็นการล้างเอาสิ่งที่ดีๆ ออกจากสมองเหลือแต่ความอาฆาตแค้น อคติ ความเกลียดชังที่ฝังแน่นอยู่ก็อาจเป็นได้ครับ ถึงได้คิดในสิ่งดีๆ ไม่เป็น...น่าเป็นห่วงครับ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กับคำถามที่โดนใจ "ทำไมคนไทยจึงรักในหลวง"


                  “ทำไมเรารักในหลวง” เป็นประโยคสั้นๆ ที่ไม่ต้องการคำอธิบาย และทุกครั้งที่มีคนเล่าเรื่องในหลวงให้เราฟัง ไม่ว่าจะโดยคำพูดหรือตัวอักษร เราก็จะมีความสุขที่ได้รับรู้และมีส่วนร่วม เป็นความสุขที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทั้งผู้เล่า ผู้เขียน และผู้ฟัง

                 "เราจะครอง แผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพุทธศักราช 2489 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการไว้ว่าดังนี้ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้ว ท่านทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างมิเคยเสื่อมคลาย


                ภาพที่คนไทยทุกคนเห็นอยู่ประจำคือ ท่านทรงงานหนักเพื่อประเทศไทย เพื่อประชาชนชาวไทยมาตลอดเวลา ไม่ว่าจะลำบากเท่าใด จะเป็นสถานที่ที่ทุรกันดารเพียงใด มีความอันตรายแค่ไหน แต่หากเป็นสถานที่ที่ซึ่งมีประชาชนที่ประสบความทุกข์ ความลำบาก ท่านก็ไม่รีรอที่จะเสด็จไปหาประชาชนของท่าน ท่านยอมเหนื่อย ยอมลำบาก เพียงเพราะต้องการให้ประชาชนของท่านได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องลำบาก

               "พ่อเหนื่อย.....แต่พ่อยิ้มสู้ สองเท้าของพ่อเหนื่อยล้ามามาก แต่สองเท้าของเรายังมีแรง เช่นนั้นแล้วทำไมเราไม่ทำให้ท่านมีความสุข ทำไมเราไม่ทำให้พ่อที่เหนื่อยที่สุดในโลกเป็นพ่อที่มีความสุขมากที่สุด"


               "ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน“    Long Live The Great King Of Thailand

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ความเชื่อมั่น ครม.ประยุทธ์ ความท้าทายที่รอการพิสูจน์


         สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นในคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เห็นว่ามีความเหมาะสมในทุกตำแหน่ง โดยได้คะแนนที่ถือว่าสูงมาก ร้อยละ 46.35 มีความเชื่อมั่นมาก และร้อยละ 41.70 ค่อนข้างมีความเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ ครม.ชุดปัจจุบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

        จากผลสำรวจที่ออกมาอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ หัวหน้าคณะรัฐบาล นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลสำรวจออกมาเช่นนี้ นอกจากนี้ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ที่เคยได้รับการยอมรับในผลการทำงานในอดีต รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ มาแล้วทั้งสิ้น มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน และไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย

               แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยที่แสดงออกมาจากผลสำรวจ ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ แต่ผลงานที่จะเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงที่จะทำงานด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ยุติธรรม ในอนาคตต่างหาก ที่คนไทยกำลังรอคอยด้วยความหวัง

               ความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน การช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ รวมถึงความสามารถในการลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยคาดหวัง ถ้าทำได้ นั่นคือผลการพิสูจน์ที่แท้จริง อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อถึงตอนนั้น คนไทยทั้งประเทศอาจจะลืมนักการเมืองอาชีพไปเลยก็ได้ครับ

               เฒ่าไผ่เขียว

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

สักครั้งกับคำสัญญาของนายกที่จะเป็นจริง

           

             ห้วงเวลาที่ผ่านไปกับผลงานของนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับคนไทยทั้งประเทศที่จะมุ่งมั่นปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดในสังคมไทย ต่อจากนี้คือห้วงเวลาแห่งการพิสูจน์ว่าจะสามารถทำให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

               คนไทยบางส่วนมีความวิตกกังวลต่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกและได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อดูแลงานในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของคณะรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหลายคนเป็นอดีตข้าราชการทหารที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ของกองทัพ ถ้ามองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในด้านความรู้ความสามารถ ผมเชื่อว่าถ้าท่านไม่เก่งจริง ในอดีตคงไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการจนได้รับตำแหน่งสำคัญ เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ใน ครม.ผมจึงมีความมั่นใจว่าท่านต้องทำได้ แต่จะได้ดีแค่ไหนคงต้องให้เวลา และใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลไทย ได้กล่าวให้คำมั่นสัญญาไว้กับคนไทยแล้วว่า จะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน นำความสุขความร่มเย็นมาสู่พี่น้องประชาชน และทำให้ประเทศชาติมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง พร้อมไปกับการสร้างความรักสามัคคีในทุกกลุ่มทุกฝ่าย

               ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็กำลังคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นประเทศชาติพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำได้ดีกว่านักการเมืองอาชีพหลายๆ สมัยในอดีตที่ผ่านมา

               ด้วยบทเรียน ด้วยประสบการณ์ ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืดหรืออิทธิพลใดๆ ยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ในช่วงชีวิตนี้ ผมคงมีโอกาสได้เห็นคนไทยยิ้มอย่างมีความสุข ได้กินดีอยู่ดี อย่างถ้วนหน้า ขอให้เป็นสักครั้งที่คำสัญญาของนายกรัฐมนตรีจะเป็นจริงนะครับ...             

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นายกรัฐมนตรีในยุค คสช.ที่คนไทยกำลังคาดหวังและรอคอย



   คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าในยุคที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง หลังจากที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่มีความคาดหวังสูง เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย หวังที่จะได้บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในด้านการบริหาร และหน้าที่ด้านการตรวจสอบ รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะคิดและทำในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

           ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี คือความคาดหวังในห้วงต่อจากนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่อันสำคัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ที่จะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้มีรัฐบาลเข้ามาควบคุมการทำงานของ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมานั้น ผลสำรวจของโพลเกือบทุกสำนักมีผลตรงกัน คือ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะมีคนที่เห็นต่างบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

           ถ้ามองกันตามเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลสืบเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่กำลังต้องการคนที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีภูมิหลังที่ดี มีความรักชาติ มีความรักเคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงออกให้คนทั่วไปได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า คสช. และท่านยังได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนภายหลังเป็นหัวหน้า คสช. ว่าจะเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนานให้หมดไป เพื่อคืนความสุขให้คนไทย

           การที่ประชาชนคนไทยจะได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศนั้น คงต้องรอผลการพิจารณาของ สนช. ซึ่งคงจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า คนไทยกำลังคาดหวังสูง ต้องการได้คณะรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยก ไม่เลือกปฏิบัติ มีความเป็นกลางทางความคิด ที่สำคัญต้องไม่จุดประกายความขัดแย้งในสังคมให้หวนกลับคืนมาอีก เพราะคนไทยกำลังหวังที่จะเห็นประเทศก้าวข้ามยุคของความขัดแย้ง ยุคแห่งการทุจริตคอรัปชั่น คนไทยต้องการเห็นประเทศก้าวเข้าสู่ยุคของความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศในอนาคต ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่คงเป็นความสุขที่แท้จริงที่คนไทยทั้งประเทศกำลังคาดหวังและรอคอยครับ

           เฒ่าไผ่เขียว

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

12 ค่านิยมของตนไทย ยารักษารากเหง้าของสังคม



         ในท่ามกลางการวิพากษ์ถึงการปฏิบัติงานของ คสช. ทั้งจากเหล่านักวิชาการตลอดจนประชาชนทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างที่ดูเหมือนว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเสมือนเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสยุติธรรมในทุกกระบวนการตัดสินใจของ คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในทีนั้น ผมอยากจะมองในแง่ดีครับว่าเป็นเรื่องของเจ้าของประเทศที่มีความเป็นห่วงบ้านห่วงเมือง อยากเห็นอนาคตของประเทศก้าวเดินไปในทางที่สมควรตามพื้นฐานแห่งสังคมและวัฒนธรรม

           มีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ได้พบเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าใช่ และเชื่อได้เลยว่าทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะมีความเห็นตรงกันคือ “ค่านิยมของคนไทย” ที่ คสช. ได้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปลูกฝังผ่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม จะช่วยฟื้นฟูสังคมไทยให้กลับมาสงบสุขได้ดังเดิม ตามแนวทาง 12 หัวข้อได้แก่

             1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
             2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน 
             3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
             4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
             5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย 
             6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์  
             7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย 
             8. มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
             9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ 
             10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
             11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 
             12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 

           อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ตั้งแต่วันนี้ ย้ำว่า “ตั้งแต่วันนี้” ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก และอาจต้องใช้มาตรการต่างๆ มาสร้างให้เกิดขึ้นให่ได้ก่อน ขณะเดียวกันก็ใช้กลไกทางสังคม ครอบครัวและสถานศึกษาช่วยขัดเกลาเยาวชนให้ตระหนักถึงคุณธรรมอันดีงามเฉกเช่นที่เราเคยทำมาในอดีต จริงอยู่ว่าด้วยความบอบช้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่จะบรรลุผล แม้อาจยาวนานจนถึงหมดคนรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราคงหลับตามองเห็นภาพได้ไม่ยากนักว่า วันข้างหน้าลูกหลานเราจะดำรงอยู่ในสังคมประเภทไหน

           คงไม่ช้าไปถ้าเราคนไทยยังสมัครสมานสามัคคี มีสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ กอดคอกันกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเราด้วยตัวของพวกเรากันเอง… ลองจินตนาการดูครับว่า หากไฟกำลังไหม้บ้านเราและพวกเรายังอยู่ในสถานะที่จะช่วยกันดับไปได้ เราจะเลือกทางไหนระหว่างตักน้ำมาช่วยกันดับไฟ หรือช่วยกันสุมไฟให้บ้านเราไหม้วอดววายไปจนสิ้น คำตอบอยู่ในใจของทุกคนแล้วครับ

Watchdog