วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใคร ? คือบุคคลที่คนไทยฝากความหวังไว้ใน สนช.


            การที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันซึ่งกำลังอยู่ในระยะที่ 2 ตามแผนที่วางไว้ โดยใกล้ที่จะก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ ภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาใช้ในการบริหารประเทศ ตอนนี้เรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจและมีการวิพากษ์ วิจารณ์ กันอย่างกว้างขวางคงไม่พ้นเรื่องการประกาศรายชื่อของผู้มาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่กำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 220 คน ตามรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่า คสช.จะมีการทูลเกล้าฯ แค่ 200 คน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถเพิ่มเติมบุคคลที่มีความรู้ความสามารถได้ในภายหลัง
           หลายฝ่ายมีความกังวลเกรงว่าจะเป็นการรวบอำนาจของ คสช. เนื่องจากมีการเสนอรายชื่อของอดีตนายทหารเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกเกือบ 100 คน ที่เหลือเป็นนักวิชาการ ผู้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศในอนาคตข้างหน้า
           ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน การสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งใน สนช.คงได้มีการพิจารณาคัดสรรกันอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. คงไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยผิดหวัง ด้วยพื้นฐานของความตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง และตั้งใจที่คืนความสุขให้กับคนไทยทุกคน หลังจากที่ต้องผ่านห้วงวิกฤติของบ้านเมืองมาแล้วในห้วงเวลาหนึ่ง
           อย่างไรก็ตามด้วยผลงานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาของ คสช. คนไทยคงได้เห็นถึงความตั้งใจในการเข้ามาแก้ปัญหาของชาติด้วยความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ในระดับหนึ่งแล้ว การตัดสินใจกรณี สนช. ครั้งนี้ก็น่าจะได้บุคคลที่มีความเหมาะสมกับอำนาจหน้าที่อันสำคัญยิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อไปด้วยเช่นกัน
           ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งยังมีความเชื่อว่า ความหวังและความสุขของคนไทยยังฝากไว้กับ คสช. อย่าทำให้คนไทยต้องผิดหวังซ้ำซาก นะครับ….

เฒ่าไผ่เขียว
ขอบคุณภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ในยุค คสช.หวังว่าคำถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีจะเป็นจริง


      ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตราที่ 19 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้
                   "ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" 
                   การถวายสัตย์ปฏิญาณจะไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าผู้ปฏิญาณไม่นำไปยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในอดีตที่ผ่านมานั้น นักการเมืองทุกคนที่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่างต้องผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นวังวนของการคอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง และยากจะตรวจสอบ เพราะทำกันเป็นขบวนการ ประชาชนชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญยากจะมีโอกาสไปกระทำการอันใดให้บุคคลที่โกงกินบ้านเมืองเหล่านั้นหลุดพ้นออกไปจากตำแหน่ง จึงทำให้ประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมานั้น พัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
                   ในยุค คสช.ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ผมในฐานะประชาชนคนไทย ก็หวังอย่างยิ่งที่จะเห็นคณะผู้บริหารบ้านเมืองในยุค คสช. ได้พิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ถ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว จะทำให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นบรรทัดฐานไว้ให้นักการเมืองรุ่นหลังในอนาคตใช้เป็นแบบอย่างในการบริหารประเทศต่อไป
                   นี่คือความหวังในช่วงชีวิตหนึ่งในฐานะประชาชนคนไทยของผมครับ
                   เฒ่าไผ่เขียว 
                   

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สวนดุสิตโพลชี้ ผลงาน คสช.ครบ 2 เดือน คะแนน 8.87 เต็ม 10



"สวนดุสิตโพล" เผยประชาชน ให้คะแนนการทำงานของ คสช. ครบ 2 เดือน 8.87 เต็ม 10 ชี้พอใจ คสช. บริหารประเทศเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง

วันที่ 27 ก.ค. "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ คสช. เข้ามา ทําหน้าที่บริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 2 เดือน โดย คสช. ได้มี การดําเนินงานแก้ปัญหาสําคัญในหลายๆ เรื่อง จึงได้สำรวจความ คิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ดังนี้
จากที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน
- ประชาชน 72.94% เห็นว่า ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ บ้านเมืองได้ดี ไม่มีความขัดแย้ง หรือการชุมนุมเคลื่อนไหว
- รองลงมา 69.98% มองว่า คสช. ดําเนินการจัดระเบียบสังคมได้
อย่างเป็นรูปธรรม เห็นการเปลี่ยน แปลงที่ชัดเจน และ
- 67.14% มองว่า คสช.บริหาร ประเทศได้ดี มีผลงานให้เห็น มุ่งมั่นตั้งใจในการทํางาน

"จุดเด่น" ของ คสช. ที่บริหาร ประเทศ ครบ 2 เดือน
- 35.96% ระบุ การทําเพื่อ ประชาชน คืนความสุขให้กับ ประชาชน
- รองลงมา 34.84% มองว่าแก้ไข ปัญหาได้รวดเร็ว เด็ดขาด กล้าตัด สินใจ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม
- อีก 29.20% มองว่าจุดเด่นเป็น การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ การมอบ หมายให้ผู้นําแต่ละเหล่าทัพทําหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ

"ปัญหา หรืออุปสรรค" ในการ ดําเนินงานของ คสช. ส่วนใหญ่
- 42.63% ระบุว่า บางปัญหา มีความละเอียดซับซ้อน ต้องอาศัย เวลา และความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย
- รองลงมา 35.12% ต่างชาติ ยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และ
- 22.25% การดูแลรักษาความ ปลอดภัยยังไม่ทั่วถึง ยังมี เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ไฟใต้

สิ่งที่อยากฝากบอก คสช. เกี่ยวกับ การบริหารประเทศ
- 50.87% ฝากบอกว่า การจัด ระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควร คํานึงถึงผลกระทบที่ประชาชนบางส่วนจะได้รับ
- รองลงมา 36.69% เร่งสร้าง ความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ
- ขณะที่ 12.44% เร่งแก้ปัญหา ไฟใต้และดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว

ส่วนความพึงพอใจของประชาชน ต่อ คสช. ในการบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน
- 51.51% พึงพอใจมากเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในภาพรวมยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ฯลฯ
- รองลงมา 40.26% ค่อนข้าง พึงพอใจ เพราะ ชื่นชอบการ จัดระเบียบสังคม ปราบมาเฟีย อาวุธเถื่อน ยาเสพติด ทําให้ บ้านเมืองเป็นระเบียบมากขึ้น ฯลฯ - 5.57% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ เศรษฐกิจความเป็น อยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น ฯลฯ และ
- 2.66% ไม่พึงพอใจเลย เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อ ให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบ คะแนนที่ประชาชนให้ คสช.นั้น พบว่า คะแนนสูงกว่า จากการที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน โดยครั้งที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน ได้ 8.82 คะแนน  ครบ 2 เดือน ได้ 8.87 คะแนน  เพิ่มขึ้น 0.05 คะแนน

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าแม้ผลการสำรวจจะไม่ใช่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนถึงความต้องการของสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คอยดูกันต่อไปครับว่า การเข้าสู่เฟสที่ 2 ที่จะมีความเข้มข้นขึ้น ภายหลังจากรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วนั้น ทิศทางทั้งการตอบรับของประชาชนและการต่อต้านจากกลุ่มเห็นต่างจะเป็นอย่างไร จะดีขึ้นจริงตามที่คาดหวังหรือไม่ เรื่องนี้น่าติดตามครับ

Watchdog   



วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช.ต้องจำกัดการสร้างกระแส แต่อย่าจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน


             สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองของไทยนิยมใช้ในการทำให้ตัวเองยังคงมีความสำคัญ หรือประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา คือ การสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคม หรือการเกาะกระแส

             ปัจจุบันบรรดานักโฆษณา รวมถึงนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ดารานักแสดงทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสมากพอสมควร เพราะนั่นหมายถึงความสำเร็จในด้านการตลาด ซึ่งการสร้างกระแสนั้นแต่ละคนย่อมมีเทคนิคเฉพาะของตนเอง ไม่มีกฎที่ตายตัว แต่จะใช้จังหวะ และโอกาส รวมถึงวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามขีดความสามารถ และปัจจัยที่จะใช้ในการสนับสนุน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์
             การสร้างกระแสนั้นมีสิ่งที่เป็นพื้นฐานในกระบวนการปฏิบัติที่สำคัญๆ พอสรุปได้คือ
             - การสร้างเรื่องราว
             - การปล่อยข่าว
             - การเฝ้าติดตามผล

             นักการเมืองไทยนิยมสร้างกระแสอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำตนเองให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่ในยุคที่ คสช.เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศในตอนนี้ คงทำให้นักการเมืองอาชีพที่ใช้การสร้างกระแสเพื่อเรียกคะแนนนิยมอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดและอัดอั้นใจพอสมควร เพราะไม่สามารถสร้างกระแสได้ตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจากบทเรียนในอดีตนั้น การสร้างกระแสของนักการเมืองก็มีทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ และสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

             ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ คสช.พยายามกำหนดมาตรการในการจำกัดการสร้างกระแสของนักการเมืองในปัจจุบัน เพราะถ้าปล่อยให้สร้างกระแสแบบไม่มีขีดจำกัดแล้ว สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นปัญหาของชาติส่วนรวมได้ บทเรียนมีให้ศึกษามากมายจากอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยครับ

            คสช. ต้องจำกัดการสร้างกระแสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติให้ได้ แล้วประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้เร็วกว่าอดีตที่ผ่านมาครับ จำกัดการสร้างกระแสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาตินะครับ ไม่ใช่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นเผด็จการ ขอให้ทำต่อไปเถอะครับ ผมเชื่อว่าคนที่รักประเทศชาติอย่างแท้จริงเขาเข้าใจ พร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้ และยินดีให้การสนับสนุนครับ

    เฒ่าไผ่เขียว  

จากประชาชนถึง คสช. ระวัง ! ความสุขที่ไม่เป็นจริง




         ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยปัจจุบัน ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากค่านิยมของการทำงานในลักษณะเอาหน้าโดยลืมคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น หรือค่านิยมการทำงานแบบนั่งเทียน ทั้งนี้อาจจะมีปัจจัยพื้นฐานมาจาก
               - ต้องการลดการถูกตำหนิติเตียนจากผู้บังคับบัญชา
               - ต้องการสร้างภาพให้ดูดีในสายตาคนอื่น
               - ต้องการหลบหลีกความผิดของตนเอง
               - ต้องการช่วยเหลือเพื่อหวังพึ่งพาอาศัยในยามจำเป็น

               สังคมไทยคงหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ ตราบใดที่คนยังมีกิเลสตัณหา และมีความต้องการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะวุ่นวาย แต่จะมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่า การที่สังคมยอมรับ และยึดถือจนกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาในภายหลัง ที่จะต้องคอยตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น

               ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านในต่างจังหวัด ได้รับฟังการพูดคุยกันในวงสนทนาแคบๆ ในกลุ่มชาวบ้านด้วยกัน ที่มีการวิจารณ์การบริหารบ้านเมืองของ คสช. ซึ่งเป็นความรู้สึกของชาวบ้านจริงๆ ที่เขากำลังรู้สึกเริ่มเบื่อกับการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ต้องบังคับหรือเกณฑ์คนไปร่วมงานเพื่อสร้างภาพ สร้างผลงาน  ซึ่งปัญหานี้ถ้าให้มองในมุมของคนนอก คงเกิดจากความตั้งใจของหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการสนองนโยบายของ คสช.ให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม แต่ลืมคิดถึงความรู้สึก และความต้องการของชาวบ้านบางกลุ่มที่เขาต้องเสียสละเวลาของเขาที่ต้องใช้ในการทำมาหากินไปร่วมกิจกรรม

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินจากกลุ่มผู้ค้าปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ผู้ค้าปลีกและชาวนากำลังคิดสร้างบัญชีลวงด้วยเหตุที่ผู้ค้าปลีกไม่สามารถขายในราคาถูกตามที่ คสช.กำหนดได้ เนื่องจากรับของมาจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าทำให้จำเป็นต้องเปิดขายหลังร้านไม่มีการวางขาย ชาวนาคนใดเต็มใจจ่ายในราคาสูงก็สามารถซื้อได้ แต่หากต้องการซื้อของในราคาถูกตามที่กำหนดก็หมดสิทธิ์ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวนาก็ยังมีความจำเป็นต้องซื้อ ซึ่งข้อแม้ของการซื้อขายจึงอยู่ที่บัญชีรายการซื้อขายลวง โดยต้องเป็นราคาตามที่ คสช.กำหนดครับ

              ในส่วนของราคาข้าวที่เป็นประเด็นหลักอีกเรื่องหนึ่งนั้น ชาวนาเขาแสดงความเห็นกันว่า ถ้าได้ในราคาเกวียนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เขาพออยู่ได้ แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านมานั้น ชาวนามักจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงสี พ่อค้าคนกลาง ที่มักจะกดราคาลงจนเหลือราคาซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาทเท่านั้น ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติที่ควรจะได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังในยุคที่ คสช. เข้ามาบริหารบ้านเมือง ยุคที่ปลอดการเรียกรับผลประโยชน์ และปลอดคอรัปชั่นครับยังไงชาวนาก็ยังต้องพึ่งพ่อค้าอยู่ดีครับ  

               สิ่งเหล่านี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผมในฐานะของประชาชนคนไทย อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเสียงวิจารณ์ในวงสนทนาของชาวนา และพ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายาฆ่าแมลง รวมถึงชาวบ้านที่แม้ว่าจะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่กล่าวถึงนโยบายของ คสช. ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปพิจารณาแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคตได้ แต่คงต้องเอาไปพิจารณาในภาพรวมกับข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย  อย่าลืมนะครับว่าเรื่องราวที่บานปลายใหญ่โตจนยากจะแก้ไขบางเรื่องอาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว ครับ


 เฒ่าไผ่เขียว 

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช.ในมุมมองของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย “พุทธะอิสระ”


        วันนี้หลังจากใช้เวลาท่องอยู่ในยุทธภพไซเบอร์ตามปกติ บังเอิญได้พบเจอความเห็นของบุคคลท่านหนึ่งที่ชาวไทยต้องรู้จักดีในฐานะนักบวชฝีปากกล้า“พระพุทธะอิสระ” ผู้ใช้วาจาแบบตรงไปตรงมาในทุกเรื่องทุกประเด็นทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทการเป็นแกนนำพามวลชนเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เป็นที่ถูกใจหรือถูกใจกับคนส่วนใหญ่ทั้งหมด แต่พิจารณาดูแล้วสิ่งที่ท่านแสดงความเห็นเป็นความจริงทางสังคมที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว แม้สำนวนสำเนียงอาจมีกลิ่นอายถึงการเสียดสีหรือยกย่องคนบางกลุ่ม แต่ในการแสดงความเห็นครั้งนี้ได้แฝงไว้ด้วยตรรกกะแห่งการดำรงชีวิตอยู่อย่างตะหนักรู้ และแจ้งให้รู้เท่าทันเพื่อปรับตัวในอยู่รอดได้ในสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วและกำลังจะเปลี่ยนแปลงต่อไป จึงขอยกข้อความต่อไปนี้มานำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณากันครับ
       

หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)

ช่วงเวลาร่วมสิบปีที่ผ่านมา ด้วยข้ออ้างว่า เสมอภาค สิทธิเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตย ก็สามารถละเมิด ก้าวล่วง ข้ามเส้นแบ่งระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูบาอาจารย์กับศิษย์ นักบวชกับศาสนิกชน พระมหากษัตริย์กับพศกนิกร เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายกับกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ศาลสถิตยุติธรรมกับนักการเมือง นักการเมืองกับประชาชนและประเทศชาติ นักการเมืองกับข้าราชการประจำ สื่อสารมวลชนกับข้อมูลข่าวสารที่เลือกข้าง

ด้วยข้ออ้างความเสมอภาค สิทธิมนุษย์ชน ประชาธิปไตย มันทำลายความมั่นคงทางศิลปวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง สถาบันตุลาการ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันข้าราชการประจำ สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และสถาบันสื่อสารมวลชน

สถาบันดังกล่าว ล้วนแล้วแต่ถูกก้าวก่าย ล้ำเส้นแบ่ง แทรกแซง ล้วงลูก ครอบงำ ทำพฤติกรรมอำพราง ด้วยข้ออ้างสิทธิเท่าเทียม เสมอภาค ประชาธิปไตย แต่หากไม่ถูกใจ กูจะปฏิเสธหรือไม่ก็ทำร้ายทำลายจนขาดความน่าเชื่อถือ ไม่เว้นแม้แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศก็ไม่เว้น

ทั้งที่ทุกภาคส่วนของสังคมในทุกมิติ ล้วนแต่มีเส้นแบ่งกันอยู่อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ต้องทำหน้าที่อุปถัมภ์เลี้ยงดูบุตรธิดา ให้เจริญเติบโตมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถ จนเป็นที่พึ่งของตนและคนอื่นได้ แต่ก็มีพ่อแม่ไม่น้อย ที่มิได้ให้ความสำคัญต่อคุณภาพคุณธรรมของชีวิตลูกตนซักเท่าไร เอาแต่ขวนขวายแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง มาปรนเปรอความอยากของลูกตนจนเกินพอดี แล้วในที่สุด ด้วยความอยากที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดให้แก่ลูกตลอดมา เมื่อลูกเติบโตขึ้น ก็อาศัยความอยาก อยู่ด้วยความอยาก จนทำชีวิตและสังคมรอบข้างยุ่งยาก และเมื่อไม่สมอยาก ทีนี้ต้องใช้สารพัดวิธีให้ได้มา ไม่เว้นแม้แต่จะทำร้ายพ่อแม่หรือคนในครอบครัวและสังคมใกล้ตัว ดังมีข่าวให้เห็นชัดๆ เช่น ลูกฆ่าพ่อแม่พี่เพื่อต้องการสมบัติ

เหล่านี้คือตัวอย่างที่เส้นแบ่งทางสังคมที่ถูกก้าวล่วงทำลายลง 10 กว่าปีมานี้ บ้านเมืองทุกหย่อมหญ้าจึงหมัก หมมโสมมด้วยปัญหา สังคมแตกแยก ขาดความสงบสุข

วันนี้คุณประยุทธ์ คสช.ออกมาทำให้เส้นแบ่งทุกมิติของสังคมเด่นชัดขึ้น ทำให้เส้นแบ่งที่ดีมีอยู่เดิมแต่เพราะถูกคำว่าสิทธิเท่าเทียม เสมอภาค ประชาธิปไตย ทำร้ายทำลายให้เกิดความคลางแคลงระแวงสงสัย ในเส้นแบ่งนั้นๆ กลับมาเป็นที่ยอมรับได้ในทุกมิติของคนในสังคม ทำให้ความสวยงามของสังคมไทยกลับคืนมา ทำให้ลูกหลานไทยมีอนาคตที่สดใส มุ่งหวังได้ มีความฝันที่จับต้องได้ว่า เมืองไทย ใหญ่อุดม ยินดีสม เป็นนาสวน ผองไทย ต่างชักชวน ให้ร่วมกัน มุ่งมั่นทำ ความสุข ที่สวยล้ำ อยู่ทุกยาม ตามชอบใจ

อืม...จริงแฮะ สา...ธุ

Watchdog       

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“ยกเลิก 30 บาทรักษาทุกโรค” แกนแดงดำดินโผล่ปลุกกระแสป่วนไม่เลิก ดิสเครดิต คสช.



            กระแสต่อต้านจากกลุ่มแดงกำลังมาแรง โดยทำทุกอย่างในการสร้างความเข้าใจผิดเพื่อดิสเครดิต คสช. ที่กำลังเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนไทย (ที่รู้ผิดรู้ถูก) ส่วนใหญ่  ล่าสุดแกนนำเสื้อแดงนำโดย อดีต สส.พรรคเพื่อไทยได้ปล่อยข่าวตามพื้นที่อิทธิพลของตนโดยเฉพาะในเขตภาคอิสานและภาคเหนือว่า คสช. โดย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาในฐานะหัวหน้า คสช.จะลอยแพคนไข้โดยการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค... ภายใต้การเสนอของกระทรวงสาธารณสุข โดยเปลี่ยนเป็นคิดค่าบริการ 30-50 % เพื่อกำจัดระบบที่ทักษิณทำตามโครงการประชานิยมให้หมดสิ้นไป การปล่อยข่าวแบบนี้แน่นอนว่าคนตามต่างจังหวัดที่ไม่ได้รับข่าวสารที่ถูกต้องจะต้องพลอยฮึมใส่ คสช. ด้วยการเฮตามเสื้อแดงซึ่งไม่พอใจ คสช. เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

           งานนี้หากเป็นประชาชนทั่วไปคงพอจะเดาได้ว่าไม่มีทางที่ คสช. จะทำอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่เริ่มเข้ามายึดอำนาจนั้น ประชาชนระดับรากหญ้าต่างได้รับอานิสงค์จากการตัดสินใจบนพื้นฐานการคืนความสุขให้ประชาชนตามมอตโต้ที่ตั้งไว้  แต่กับบรรดาคนเสื้อแดงแล้ว นี่จะเป็นเงื่อนไขหลักที่จะปลุกกระแสให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านได้ จึงเป็นความพยายามดิ้นทุรนทุรายด้วยการใช้ข่าวลือเพื่อกลับมาเป็นฝ่ายรุกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งดูอย่างไรสำหรับประชาชนคนไทยในวันนี้ที่ได้รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องและได้รับทราบผลการปฏิบัติงานของ คสช. มาอย่างต่อเนื่อง มันก็เป็นเพียงการดิ้นรนแบบ        สิ้นหนทางของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองและพวกพ้อง  เพราะวันนี้หูตาของชาวบ้านเกิดความสว่างไสวมากขึ้น

                หรือหากยังคิดว่าชาวบ้านยังหลงงมงายกับแนวคิดเก่าๆ ก็ลองพยายามต่อไปนะ วันหนึ่งผลกรรมที่ทำไว้จะตามทัน ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก....เนอะ

Watchdog     

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช. ต้องทำความจริงให้ปรากฏ สยบการเคลื่อนไหว !!!



     

         คสช. ขณะนี้ยังไม่พ้นวิบากกรรมจากคนไทยและคนต่างชาติ ซึ่งคนไทยในที่นี้หมายถึง แก๊งเสรีเถื่อน พวกชู 3 นิ้ว อ่านหนังสือกินแซนวิส ตลอดจนบรรดาขี้ข้าระบอบทักษิณที่รอวันฟื้นคืนสู่อำนาจ ส่วนคนต่างชาติ ในที่นี้ได้แก่พวกประเทศมหาอำนาจจักรวรร ดินิยม ทั้งอเมริกาและยุโรป คนพวกนี้ไม่ต่างจากมารผจญทำลายความสุขของคนไทยทั้งประเทศ

แต่อย่างไรก็ตามคำพังเพยที่ว่า “ไม่มีมารผจญ บารมีไม่เกิด” จึงเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นความแข็งแกร่งของ คสช. ที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำความสุขให้แก่ประชาชนคนไทย และนำความเจริญให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน !!!

การที่จะสยบการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้อง “ทำความจริงให้ปรากฏประจานคนทั้งโลก ได้รับรู้ถึงพฤติกรรม “มือถือสากปากถือศีล” เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ของกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญในการสยบการเคลื่อนไหว ดังนี้

ประการแรกคือ การทำความจริง “เรื่องการคอร์รัปชั่น” การกอบโกยโกงกินของนักการเมืองยุคนายทุนสามานย์ระบอบทักษิณครองเมือง ให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมคือ ต้องเร่งดำเนินคดีทุกคดีด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว โดยพิสูจน์ให้สาธารณชนสังคมโลกได้เห็นได้รับรู้ “มีกระบวนทุจริตคอร์รัปชั่นกอบโกยโกงกินจริง มีคนผิดติดคุกจริง”

ประการต่อมาเป็นการตีแผ่ทำความจริง “เรื่องก่อการร้าย” ตั้งแต่ปี 2552 – 2557 พฤติกรรมการเข่นฆ่าทหาร ประชาชนคนเสื้อแดง เผาบ้านเผาเมืองอย่างเป็นระบบ จากปัจจัยแก้วสามประการ “พรรคการเมือง มวลชนคนเสื้อแดง และกองกำลังติดอาวุธ” ให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมคือ คือ ต้องเร่งดำเนินคดีทุกคดีด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว โดยพิสูจน์ให้สาธารณชนสังคมโลกได้เห็นได้รับรู้ “มีกระบวนก่อการร้ายจริง มีการเข่นฆ่าทหาร ประชาชนจริง มีการเผาบ้านเผาเมืองจริง มีคนผิดติดคุกจริง”
สาเหตุที่เน้นและให้ความสำคัญกับเรื่องการคอร์รัปชั่น การก่อการร้าย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองใด ย่อมเป็นที่รังเกียจและต้องถูกประณามชนิดให้อภัยไม่ได้

ในเมื่อบรรดามารที่ผจญ คสช. ในขณะนี้ มีพฤติกรรม “มือถือสากปากถือศีล” ทำเป็นต่อต้านการคอร์รัปชั่น ต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้มีเลือกตั้ง เรียกร้องประชาธิปไตย (จอมปลอม) แต่กลับมีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิดสนับสนุน ตอลดจนกระทำด้วยตนเองในการคอร์รัปชั่นในการก่อการร้าย จึงต้องสยบมารเหล่านี้ด้วยการทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อประจานให้โลกได้รับรู้พฤติกรรมคนพวกนี้ โดยไม่ต้องไปทะเลาะหรือโต้ตอบ ปล่อยให้สังคมโลกประณามลงโทษคนพวกนี้เองดูจะมีน้ำหนักมากกว่า

ดังนั้น หน้าที่ “ทำความจริงให้ปรากฏ” ต้องถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยให้ ตำรวจ ดีเอสไอ ปปช. อัยการ ศาลสถิตยุติธรรม เร่งลงมือทำงานเป็น “วาระแห่งชาติ” อีกเรื่องหนึ่ง !!!

Watchdog  หมาเฝ้าบ้าน  

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

11 ทางปรองดองของ คสช. ความหวังของคนไทย


                    วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า แนวทางตามขั้นตอนการรวบรวมและรายงานของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2557 เพื่อรายงาน คสช. ผ่านสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูปนั้น ภายหลังจากการดำเนินกิจกรรมการปรองดองสมานฉันท์ปฏิรูปในรูปแบบต่าง ๆ มาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งกิจกรรมคืนความสุข กิจกรรมสาธารณประโยชน์ทั่วประเทศ ผลการดำเนินการที่ผ่านมาได้รับผลที่น่าพอใจ ในการเสริมสร้างบรรยากาศของการปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งต่างกับก่อนหน้านี้

                   นอกจากนี้ ผลการดำเนินการยังทยอยได้รับข้อมูล ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยข้อมูลที่ได้รับจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มภาคประชาชน กลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ กลุ่มภาคแกนนำทางการเมือง กลุ่มภาคธุรกิจเอกชน กลุ่มภาคประชาสังคม และอื่น ๆ โดยกำหนดเป็นแนวทางได้ 11 ประเด็น อาทิ การปฏิรูปทางการเมือง การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูปการทุจริตคอร์รัปชั่น และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละแนวทาง ศปป. จะรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับภาค โดยจะส่งตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการปรองดองและการปฏิรูปต่อไป  (ที่มา INN )

                   จากประเด็นข่าวนี้ ก็คงประกายแห่งความหวังของคนไทยทั้งชาติที่จะได้เห็นความสุขคืนกลับมาอย่างยั่งยืน เพราะที่ผ่านมานั้น สังคมไทยเกิดความแตกแยก คนไทยแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะคนในชาติรู้สึกว่าตนเองถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับการดูแลที่เท่าเทียมจากรัฐบาล ไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และมีการใช้ระบบอุปถัมภ์กันจนเกินขอบเขต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้า คสช.สามารถลบล้างออกไปจากสังคมไทยได้ ถึงจะไม่หมดไปเสียทีเดียว ก็ขอให้เหลือน้อยที่สุด เชื่อว่าสังคมไทยจะกลับมารัก สามัคคีปรองดอง และสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้ในไม่ช้า

                   แต่ความสำเร็จนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ ใน คสช. และประชาชนคนไทยทุกคน ที่จะต้องร่วมกันวางแนวทางการปฏิรูปให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ต้องรอการพิสูจน์ผลงานในอนาคต เมื่อมีโอกาสแล้วขอให้ทำอย่างจริงจังและขอให้ประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งนี่คือความหวังของคนไทยจริงๆ ครับ

เฒ่าไผ่เขียว 

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รัฐวิสาหกิจในยุค คสช.ต้องเป็นขุมทรัพย์ของประเทศชาติและประชาชน



          ในช่วงนี้จะเห็นได้ว่า ข่าวการปรับเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนพอสมควร เพราะรัฐวิสาหกิจของไทยมีมากถึง 58 แห่ง ในอดีตที่ผ่านมานั้น รัฐวิสาหกิจคือขุมทรัพย์ที่สำคัญของนักการเมือง และผู้มีอำนาจบางคน ด้วยการเอาคนของตัวเองเข้าไปเป็นผู้บริหาร ผลประโยชน์ที่ได้มาคือการเรียกเก็บค่าหัวคิวจากเงินงบประมาณลงทุน ที่แต่ละปีมีไม่ใช่น้อย ผลประโยชน์มหาศาล แค่เรียกเก็บ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ก็ท้องอืดแล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขึ้นอยู่กับข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ว่าจะแบ่งกันอย่างไร

        ปัจจุบันเมื่อนักการเมืองต้องถูกเว้นวรรคไปในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เข้ามายึดอำนาจในการบริหารบ้านเมือง จึงถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม สำหรับการล้างระบบที่มีมาอย่างยาวนาน ให้ผลประโยชน์หวนกลับคืนสู่มือประชาชน และประเทศชาติ นำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แทนที่จะเข้ากระเป๋าของกลุ่มนักการเมืองผู้แสวงประโยชน์บางกลุ่ม หรือบางคน 

       แต่การปรับเปลี่ยนนั้นคงต้องคิดและคำนึงถึงผลในระยะยาว เพราะ คสช.ใช่ว่าจะอยู่ในอำนาจยาวนานนัก แต่ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ เมื่อมีโอกาสทำได้ ก็ขอให้วางกฎ ระเบียบ และวางรากฐานในการป้องกันการกลับมาของนักแสวงหาผลประโยชน์ทั้งหลายให้ดี ซึ่งถ้าหากทำได้ก็คงจะทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นขุมทรัพย์ของประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ขุมทรัพย์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคงเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศอยากจะเห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ


เฒ่าไผ่เขียว