ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยปัจจุบัน ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากค่านิยมของการทำงานในลักษณะเอาหน้าโดยลืมคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น หรือค่านิยมการทำงานแบบนั่งเทียน ทั้งนี้อาจจะมีปัจจัยพื้นฐานมาจาก
- ต้องการลดการถูกตำหนิติเตียนจากผู้บังคับบัญชา
- ต้องการสร้างภาพให้ดูดีในสายตาคนอื่น
- ต้องการหลบหลีกความผิดของตนเอง
- ต้องการช่วยเหลือเพื่อหวังพึ่งพาอาศัยในยามจำเป็น
สังคมไทยคงหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ ตราบใดที่คนยังมีกิเลสตัณหา และมีความต้องการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะวุ่นวาย แต่จะมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่า การที่สังคมยอมรับ และยึดถือจนกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาในภายหลัง ที่จะต้องคอยตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น
ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านในต่างจังหวัด ได้รับฟังการพูดคุยกันในวงสนทนาแคบๆ ในกลุ่มชาวบ้านด้วยกัน ที่มีการวิจารณ์การบริหารบ้านเมืองของ คสช. ซึ่งเป็นความรู้สึกของชาวบ้านจริงๆ ที่เขากำลังรู้สึกเริ่มเบื่อกับการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ต้องบังคับหรือเกณฑ์คนไปร่วมงานเพื่อสร้างภาพ สร้างผลงาน ซึ่งปัญหานี้ถ้าให้มองในมุมของคนนอก คงเกิดจากความตั้งใจของหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการสนองนโยบายของ คสช.ให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม แต่ลืมคิดถึงความรู้สึก และความต้องการของชาวบ้านบางกลุ่มที่เขาต้องเสียสละเวลาของเขาที่ต้องใช้ในการทำมาหากินไปร่วมกิจกรรม
อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินจากกลุ่มผู้ค้าปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ผู้ค้าปลีกและชาวนากำลังคิดสร้างบัญชีลวงด้วยเหตุที่ผู้ค้าปลีกไม่สามารถขายในราคาถูกตามที่ คสช.กำหนดได้ เนื่องจากรับของมาจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าทำให้จำเป็นต้องเปิดขายหลังร้านไม่มีการวางขาย ชาวนาคนใดเต็มใจจ่ายในราคาสูงก็สามารถซื้อได้ แต่หากต้องการซื้อของในราคาถูกตามที่กำหนดก็หมดสิทธิ์ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวนาก็ยังมีความจำเป็นต้องซื้อ ซึ่งข้อแม้ของการซื้อขายจึงอยู่ที่บัญชีรายการซื้อขายลวง โดยต้องเป็นราคาตามที่ คสช.กำหนดครับ
ในส่วนของราคาข้าวที่เป็นประเด็นหลักอีกเรื่องหนึ่งนั้น ชาวนาเขาแสดงความเห็นกันว่า ถ้าได้ในราคาเกวียนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เขาพออยู่ได้ แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านมานั้น ชาวนามักจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงสี พ่อค้าคนกลาง ที่มักจะกดราคาลงจนเหลือราคาซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาทเท่านั้น ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติที่ควรจะได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังในยุคที่ คสช. เข้ามาบริหารบ้านเมือง ยุคที่ปลอดการเรียกรับผลประโยชน์ และปลอดคอรัปชั่นครับยังไงชาวนาก็ยังต้องพึ่งพ่อค้าอยู่ดีครับ
สิ่งเหล่านี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผมในฐานะของประชาชนคนไทย อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเสียงวิจารณ์ในวงสนทนาของชาวนา และพ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายาฆ่าแมลง รวมถึงชาวบ้านที่แม้ว่าจะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่กล่าวถึงนโยบายของ คสช. ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปพิจารณาแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคตได้ แต่คงต้องเอาไปพิจารณาในภาพรวมกับข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย อย่าลืมนะครับว่าเรื่องราวที่บานปลายใหญ่โตจนยากจะแก้ไขบางเรื่องอาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว ครับ
เฒ่าไผ่เขียว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น