ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตราที่ 19 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้
"ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
การถวายสัตย์ปฏิญาณจะไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าผู้ปฏิญาณไม่นำไปยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในอดีตที่ผ่านมานั้น นักการเมืองทุกคนที่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่างต้องผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นวังวนของการคอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง และยากจะตรวจสอบ เพราะทำกันเป็นขบวนการ ประชาชนชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญยากจะมีโอกาสไปกระทำการอันใดให้บุคคลที่โกงกินบ้านเมืองเหล่านั้นหลุดพ้นออกไปจากตำแหน่ง จึงทำให้ประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมานั้น พัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
ในยุค คสช.ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ผมในฐานะประชาชนคนไทย ก็หวังอย่างยิ่งที่จะเห็นคณะผู้บริหารบ้านเมืองในยุค คสช. ได้พิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ถ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว จะทำให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นบรรทัดฐานไว้ให้นักการเมืองรุ่นหลังในอนาคตใช้เป็นแบบอย่างในการบริหารประเทศต่อไป
นี่คือความหวังในช่วงชีวิตหนึ่งในฐานะประชาชนคนไทยของผมครับ
เฒ่าไผ่เขียว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น