วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นายกรัฐมนตรีในยุค คสช.ที่คนไทยกำลังคาดหวังและรอคอย



   คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าในยุคที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง หลังจากที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่มีความคาดหวังสูง เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย หวังที่จะได้บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในด้านการบริหาร และหน้าที่ด้านการตรวจสอบ รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะคิดและทำในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

           ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี คือความคาดหวังในห้วงต่อจากนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่อันสำคัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ที่จะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้มีรัฐบาลเข้ามาควบคุมการทำงานของ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมานั้น ผลสำรวจของโพลเกือบทุกสำนักมีผลตรงกัน คือ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะมีคนที่เห็นต่างบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

           ถ้ามองกันตามเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลสืบเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่กำลังต้องการคนที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีภูมิหลังที่ดี มีความรักชาติ มีความรักเคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงออกให้คนทั่วไปได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า คสช. และท่านยังได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนภายหลังเป็นหัวหน้า คสช. ว่าจะเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนานให้หมดไป เพื่อคืนความสุขให้คนไทย

           การที่ประชาชนคนไทยจะได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศนั้น คงต้องรอผลการพิจารณาของ สนช. ซึ่งคงจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า คนไทยกำลังคาดหวังสูง ต้องการได้คณะรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยก ไม่เลือกปฏิบัติ มีความเป็นกลางทางความคิด ที่สำคัญต้องไม่จุดประกายความขัดแย้งในสังคมให้หวนกลับคืนมาอีก เพราะคนไทยกำลังหวังที่จะเห็นประเทศก้าวข้ามยุคของความขัดแย้ง ยุคแห่งการทุจริตคอรัปชั่น คนไทยต้องการเห็นประเทศก้าวเข้าสู่ยุคของความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศในอนาคต ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่คงเป็นความสุขที่แท้จริงที่คนไทยทั้งประเทศกำลังคาดหวังและรอคอยครับ

           เฒ่าไผ่เขียว

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

12 ค่านิยมของตนไทย ยารักษารากเหง้าของสังคม



         ในท่ามกลางการวิพากษ์ถึงการปฏิบัติงานของ คสช. ทั้งจากเหล่านักวิชาการตลอดจนประชาชนทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างที่ดูเหมือนว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเสมือนเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสยุติธรรมในทุกกระบวนการตัดสินใจของ คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในทีนั้น ผมอยากจะมองในแง่ดีครับว่าเป็นเรื่องของเจ้าของประเทศที่มีความเป็นห่วงบ้านห่วงเมือง อยากเห็นอนาคตของประเทศก้าวเดินไปในทางที่สมควรตามพื้นฐานแห่งสังคมและวัฒนธรรม

           มีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ได้พบเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าใช่ และเชื่อได้เลยว่าทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะมีความเห็นตรงกันคือ “ค่านิยมของคนไทย” ที่ คสช. ได้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปลูกฝังผ่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม จะช่วยฟื้นฟูสังคมไทยให้กลับมาสงบสุขได้ดังเดิม ตามแนวทาง 12 หัวข้อได้แก่

             1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
             2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน 
             3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
             4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
             5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย 
             6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์  
             7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย 
             8. มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
             9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ 
             10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
             11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 
             12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 

           อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ตั้งแต่วันนี้ ย้ำว่า “ตั้งแต่วันนี้” ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก และอาจต้องใช้มาตรการต่างๆ มาสร้างให้เกิดขึ้นให่ได้ก่อน ขณะเดียวกันก็ใช้กลไกทางสังคม ครอบครัวและสถานศึกษาช่วยขัดเกลาเยาวชนให้ตระหนักถึงคุณธรรมอันดีงามเฉกเช่นที่เราเคยทำมาในอดีต จริงอยู่ว่าด้วยความบอบช้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่จะบรรลุผล แม้อาจยาวนานจนถึงหมดคนรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราคงหลับตามองเห็นภาพได้ไม่ยากนักว่า วันข้างหน้าลูกหลานเราจะดำรงอยู่ในสังคมประเภทไหน

           คงไม่ช้าไปถ้าเราคนไทยยังสมัครสมานสามัคคี มีสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ กอดคอกันกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเราด้วยตัวของพวกเรากันเอง… ลองจินตนาการดูครับว่า หากไฟกำลังไหม้บ้านเราและพวกเรายังอยู่ในสถานะที่จะช่วยกันดับไปได้ เราจะเลือกทางไหนระหว่างตักน้ำมาช่วยกันดับไฟ หรือช่วยกันสุมไฟให้บ้านเราไหม้วอดววายไปจนสิ้น คำตอบอยู่ในใจของทุกคนแล้วครับ

Watchdog