วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

“วันพรุ่งนี้” ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี


เมื่อวานนี้หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำวันเดินทางถึงบ้าน แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อน ผมแว่วได้ยินเสียงเพลงๆ หนึ่งจากเครื่องรับโทรทัศน์ที่ภรรยาเปิดทิ้งไว้ระหว่างทำอาหารเย็น หลังจากตั้งใจฟังเนื้อหาก็ถึงกับขนลุกซู่น้ำตาซึม  ด้วยเนื้อเพลงนั้นมันช่างกัดกินเข้าไปในหัวใจของผู้ที่มีอาชีพเช่นผม กอปรกับภาวะการณ์บ้านเมืองของเรา  ที่ยังมีความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดคุกรุ่นอยู่ภายใต้ความรู้สึกที่พวกเราคิดว่าเงียบสงบ จึงอยากให้เพื่อนๆ ได้ฟังและตรึกตรองดูว่าสิ่งที่เด็กๆ ที่ร้องเพลงนี้ได้ถ่ายทอดผ่านเพลงออกมามันช่างตรงกับปัญหาที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันแก้ไขอยู่ในขณะนี้
เพลงนั้นชื่อเพลง “วันพรุ่งนี้” ครับ  (ฟังเพลงคลิ๊กที่ลิ้งครับ) http://www.youtube.com/watch?v=O2Mu4u3CXLQ 

จำได้ไหมตายายยังจำได้ไหม ปู่ย่าจำได้ใช่ไหม สอนหนูอยู่แทบทุกปี สอนให้เด็กต้องรักกันมีคำขวัญให้สามัคคี ให้ทำดีให้อดออมพากเพียร ...  เสียงเจื้อยแจ้วของนักเรียนชายหญิงร้องอย่างไพเราะพร้อมเพรียงด้วยเนื้อหาที่คล้ายๆ จะเป็นคำถามถามไปยังผู้ใหญ่ที่กำลังมีความเห็นต่างกันว่าจำสิ่งที่พวกท่านเคยสอนเขาเหล่านั้นไว้ได้หรือไม่  ท่านเคยสอนให้รักสามัคคีกัน สอนให้รู้จักให้อภัย สอนในสิ่งที่ดีงามที่ทำให้บ้านเมืองของเรามีความงดงามทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน จนถึงวันนี้วันที่ผู้ใหญ่เองกลับกลายเป็นฝ่ายที่ทะเลาะกันเอง

โดยรวมของเนื้อหาสามารถสรุปได้สั้นๆ ว่า เด็กจะดีได้ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี 

คงไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวหรอกครับ เพียงแต่อยากจะถามว่าผู้ใหญ่วันนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ ท่านได้ทำในสิ่งที่ต้องการให้เด็กๆ เป็นแล้วหรือไม่  เพราะผู้ใหญ่นั้นบางครั้งก็ต่างคนก็ต่างเก่ง ต่างคนก็ต่างดี  ไม่คิดแม้จะฟังอีกฝ่าย บางทีก็ต้องอาศัยเด็กๆ มาเป็นตัวกลางเพิ่มอีกแรง อาจจะฟังบ้างก็ได้...

เด็กยังอยากเห็นบ้านเมืองเรามีความรักความสามัคคี  เราเองก็อยากเห็น มิใช่หรือ บางทีการปล่อยวางลงบ้าง ถอยหลังไปคนละก้าวแล้วพูดคุยอย่างเข้าอกเข้าใจโดยยึดเอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยไม่มีใครต้องเจ็บช้ำ

ขอบคุณผู้แต่งเพลงที่มีเนื้อหาดีๆ ที่จะเป็นกาวใจให้พวกเรากลับมารักใคร่กลมเกลียวกันได้อีกครั้ง

อยากให้เปิดตามสถานีรถไฟฟ้า  ที่ชุมชน เสียงตามสาย เวลาเช้า สาย  บ่ายและ เย็น  ผมว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่รู้สึกอย่างนี้ คนไทยที่มีใจรักชาติทุกคนจะรู้สึกเหมือนกัน

            Watchdog               

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ค่านิยม 12 ประการ คุณธรรมดีๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าล้างสมองเยาวชน


            มีหลายคำถามเกี่ยวกับการนำเอาค่านิยม 12 ประการมาปลูกฝังให้กับเยาวชนตามนโยบาย คสช. ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ ที่วันนี้มีกระแสต่อต้านจากคนกลุ่มเดิม (อีกแล้ว) ว่าแนวทางการปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ เป็นความพยายามล้างสมองเด็กๆ ให้ดีเห็นดีเห็นงามตามแนวทางที่ถูกกำกับโดยเผด็จการ  ซึ่งการต่อต้านนี้จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่ขอกล่าวถึง เพราะคนที่เห็นไม่ตรงกัน อธิบายอย่างไรก็ต้องไม่ยอมรับท่าเดียวอยู่แล้ว (แม้ว่าลึกๆ จะเห็นดีด้วยแต่ถ้าอยู่คนละข้างกันแล้วก็ขอแถซะหน่อย)  แต่อยากจะขอแสดงความเห็นตามประสาคนไทยที่ห่วงอนาคตของบ้านเมืองครับ
             ค่านิยม 12 ประการเป็นข้อบังคับให้เด็กทำกระนั้นหรือ
           ตอบได้อย่างคนที่มีสามัญสำนึกปกติครับว่าไม่ใช่   "ค่านิยม 12 ประการ ไม่ใช่ข้อบังคับให้เด็กทำ"  หากแต่เป็นแนวความคิดเชิงบวกที่สมควรอบรม สั่งสอน หรือปลูกฝังให้กับเด็ก โดยการปลูกฝังค่านิยมอย่างค่อยเป็นค่อยไปทีละเล็กทีละน้อย  ด้วยการให้เด็กกระทำในแต่ละข้อในชีวิตประจำวัน หรือด้วยการแสดงตัวอย่างให้เด็กเห็นโดยผู้ใหญ่ให้เด็กเกิดการรับรู้ จดจำ และนำไปใช้เองโดยอัติโนมัติ สามารถทำได้ตั้งแต่ในสังคมที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว เพื่อให้เด็กมีภูมิต้านทานทางความคิดที่เข้มแข็ง ก่อนออกสู่โลก/สังคม  โดยยังไม่ต้องพึ่งการสอนอบรมจากสถานศึกษา
               แน่นอนว่า ไม่ใช่การไ ปกำหนดหรือบังคับให้เด็กต้องทำเพราะอาจเกิดการต่อต้าน 
            เนื่องจากสังคมปัจจุบันเราละเลยที่จะขัดเกลาเยาวชนในสิ่งที่ผู้ใหญ่ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นเด็กและถูกปลูกฝังมาจนทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่น่าอยู่  แม้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะได้มีการยกเลิกการเรียนการสอนในวิชาที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย อาทิ วิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรม และวิชาประวัติศาสตร์  ซึ่งการยกเลิกไปนั้นจะเป็นไปโดยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  แต่ผลนั้นปรากฏให้เห็นแล้วในวันนี้
             สังเกตุมั้ยครับว่าที่เราเห็นเด็กทุกวันนี้บางส่วนเถียงพ่อแม่  ไม่เคารพผู้ใหญ่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแสสังคม ไม่เคารพกฏจราจร ผลการเรียนตกต่ำ ละเลยหน้าที่ของตน จนเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพในทุกวันนี้นั้น พวกเราผู้ใหญ่มองเห็นเป็นเรื่องปกติหรือไม่  สำหรับคนที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปผมเชื่อว่าหากมองย้อนไปตอนที่พวกท่านเป็นเด็กๆ แล้ว จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวมาช้างต้นเป็นเรื่องผิดปกติครับ
             แต่สำหรับเด็กในวันนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสมัยนี้คิดแบบนั้น คำตอบผมก็เชื่ออีกเช่นกันว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ทราบดี
             แล้วเหตุผลใดจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มองว่าค่านิยม 12 ประการ ซึ่งมีส่วนผสมด้านคุณธรรมหลายๆ เรื่องที่บ้านเมืองอื่นที่เขาเจริญแล้วต่างก็ปลูกฝังให้พลเมืองของเขาเช่นกัน กลับถูกมองว่าเป็นการล้างสมองเด็กๆ  น่าคิดนะครับ
           หรืออาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้อาจถูกล้างสมองไปแล้ว แต่เป็นการล้างเอาสิ่งที่ดีๆ ออกจากสมองเหลือแต่ความอาฆาตแค้น อคติ ความเกลียดชังที่ฝังแน่นอยู่ก็อาจเป็นได้ครับ ถึงได้คิดในสิ่งดีๆ ไม่เป็น...น่าเป็นห่วงครับ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กับคำถามที่โดนใจ "ทำไมคนไทยจึงรักในหลวง"


                  “ทำไมเรารักในหลวง” เป็นประโยคสั้นๆ ที่ไม่ต้องการคำอธิบาย และทุกครั้งที่มีคนเล่าเรื่องในหลวงให้เราฟัง ไม่ว่าจะโดยคำพูดหรือตัวอักษร เราก็จะมีความสุขที่ได้รับรู้และมีส่วนร่วม เป็นความสุขที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทั้งผู้เล่า ผู้เขียน และผู้ฟัง

                 "เราจะครอง แผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพุทธศักราช 2489 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการไว้ว่าดังนี้ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้ว ท่านทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างมิเคยเสื่อมคลาย


                ภาพที่คนไทยทุกคนเห็นอยู่ประจำคือ ท่านทรงงานหนักเพื่อประเทศไทย เพื่อประชาชนชาวไทยมาตลอดเวลา ไม่ว่าจะลำบากเท่าใด จะเป็นสถานที่ที่ทุรกันดารเพียงใด มีความอันตรายแค่ไหน แต่หากเป็นสถานที่ที่ซึ่งมีประชาชนที่ประสบความทุกข์ ความลำบาก ท่านก็ไม่รีรอที่จะเสด็จไปหาประชาชนของท่าน ท่านยอมเหนื่อย ยอมลำบาก เพียงเพราะต้องการให้ประชาชนของท่านได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องลำบาก

               "พ่อเหนื่อย.....แต่พ่อยิ้มสู้ สองเท้าของพ่อเหนื่อยล้ามามาก แต่สองเท้าของเรายังมีแรง เช่นนั้นแล้วทำไมเราไม่ทำให้ท่านมีความสุข ทำไมเราไม่ทำให้พ่อที่เหนื่อยที่สุดในโลกเป็นพ่อที่มีความสุขมากที่สุด"


               "ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน“    Long Live The Great King Of Thailand

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ความเชื่อมั่น ครม.ประยุทธ์ ความท้าทายที่รอการพิสูจน์


         สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นในคณะรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เห็นว่ามีความเหมาะสมในทุกตำแหน่ง โดยได้คะแนนที่ถือว่าสูงมาก ร้อยละ 46.35 มีความเชื่อมั่นมาก และร้อยละ 41.70 ค่อนข้างมีความเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ ครม.ชุดปัจจุบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

        จากผลสำรวจที่ออกมาอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ หัวหน้าคณะรัฐบาล นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลสำรวจออกมาเช่นนี้ นอกจากนี้ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ที่เคยได้รับการยอมรับในผลการทำงานในอดีต รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ มาแล้วทั้งสิ้น มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน และไม่เคยมีประวัติเสื่อมเสีย

               แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยที่แสดงออกมาจากผลสำรวจ ยังไม่ใช่บทพิสูจน์ที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ แต่ผลงานที่จะเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงที่จะทำงานด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ยุติธรรม ในอนาคตต่างหาก ที่คนไทยกำลังรอคอยด้วยความหวัง

               ความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน การช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ รวมถึงความสามารถในการลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยคาดหวัง ถ้าทำได้ นั่นคือผลการพิสูจน์ที่แท้จริง อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อถึงตอนนั้น คนไทยทั้งประเทศอาจจะลืมนักการเมืองอาชีพไปเลยก็ได้ครับ

               เฒ่าไผ่เขียว

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

สักครั้งกับคำสัญญาของนายกที่จะเป็นจริง

           

             ห้วงเวลาที่ผ่านไปกับผลงานของนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย หลังจากที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับคนไทยทั้งประเทศที่จะมุ่งมั่นปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดในสังคมไทย ต่อจากนี้คือห้วงเวลาแห่งการพิสูจน์ว่าจะสามารถทำให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

               คนไทยบางส่วนมีความวิตกกังวลต่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกและได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อดูแลงานในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ของคณะรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหลายคนเป็นอดีตข้าราชการทหารที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ของกองทัพ ถ้ามองด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในด้านความรู้ความสามารถ ผมเชื่อว่าถ้าท่านไม่เก่งจริง ในอดีตคงไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการจนได้รับตำแหน่งสำคัญ เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ใน ครม.ผมจึงมีความมั่นใจว่าท่านต้องทำได้ แต่จะได้ดีแค่ไหนคงต้องให้เวลา และใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

              พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลไทย ได้กล่าวให้คำมั่นสัญญาไว้กับคนไทยแล้วว่า จะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน นำความสุขความร่มเย็นมาสู่พี่น้องประชาชน และทำให้ประเทศชาติมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง พร้อมไปกับการสร้างความรักสามัคคีในทุกกลุ่มทุกฝ่าย

               ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็กำลังคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นประเทศชาติพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำได้ดีกว่านักการเมืองอาชีพหลายๆ สมัยในอดีตที่ผ่านมา

               ด้วยบทเรียน ด้วยประสบการณ์ ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืดหรืออิทธิพลใดๆ ยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ในช่วงชีวิตนี้ ผมคงมีโอกาสได้เห็นคนไทยยิ้มอย่างมีความสุข ได้กินดีอยู่ดี อย่างถ้วนหน้า ขอให้เป็นสักครั้งที่คำสัญญาของนายกรัฐมนตรีจะเป็นจริงนะครับ...             

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นายกรัฐมนตรีในยุค คสช.ที่คนไทยกำลังคาดหวังและรอคอย



   คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าในยุคที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง หลังจากที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่มีความคาดหวังสูง เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย หวังที่จะได้บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในด้านการบริหาร และหน้าที่ด้านการตรวจสอบ รวมถึงหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะคิดและทำในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

           ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี คือความคาดหวังในห้วงต่อจากนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่อันสำคัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ที่จะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้มีรัฐบาลเข้ามาควบคุมการทำงานของ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมานั้น ผลสำรวจของโพลเกือบทุกสำนักมีผลตรงกัน คือ ประชาชนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะมีคนที่เห็นต่างบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

           ถ้ามองกันตามเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลสืบเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่กำลังต้องการคนที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีภูมิหลังที่ดี มีความรักชาติ มีความรักเคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงออกให้คนทั่วไปได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า คสช. และท่านยังได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนภายหลังเป็นหัวหน้า คสช. ว่าจะเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมาอย่างยาวนานให้หมดไป เพื่อคืนความสุขให้คนไทย

           การที่ประชาชนคนไทยจะได้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศนั้น คงต้องรอผลการพิจารณาของ สนช. ซึ่งคงจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า คนไทยกำลังคาดหวังสูง ต้องการได้คณะรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน ไม่สร้างความรู้สึกแตกแยก ไม่เลือกปฏิบัติ มีความเป็นกลางทางความคิด ที่สำคัญต้องไม่จุดประกายความขัดแย้งในสังคมให้หวนกลับคืนมาอีก เพราะคนไทยกำลังหวังที่จะเห็นประเทศก้าวข้ามยุคของความขัดแย้ง ยุคแห่งการทุจริตคอรัปชั่น คนไทยต้องการเห็นประเทศก้าวเข้าสู่ยุคของความเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศในอนาคต ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่คงเป็นความสุขที่แท้จริงที่คนไทยทั้งประเทศกำลังคาดหวังและรอคอยครับ

           เฒ่าไผ่เขียว

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

12 ค่านิยมของตนไทย ยารักษารากเหง้าของสังคม



         ในท่ามกลางการวิพากษ์ถึงการปฏิบัติงานของ คสช. ทั้งจากเหล่านักวิชาการตลอดจนประชาชนทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างที่ดูเหมือนว่าจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเสมือนเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสยุติธรรมในทุกกระบวนการตัดสินใจของ คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันโอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในทีนั้น ผมอยากจะมองในแง่ดีครับว่าเป็นเรื่องของเจ้าของประเทศที่มีความเป็นห่วงบ้านห่วงเมือง อยากเห็นอนาคตของประเทศก้าวเดินไปในทางที่สมควรตามพื้นฐานแห่งสังคมและวัฒนธรรม

           มีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องดีๆ ได้พบเห็นแล้วรู้สึกเลยว่าใช่ และเชื่อได้เลยว่าทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะมีความเห็นตรงกันคือ “ค่านิยมของคนไทย” ที่ คสช. ได้ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปลูกฝังผ่านผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม จะช่วยฟื้นฟูสังคมไทยให้กลับมาสงบสุขได้ดังเดิม ตามแนวทาง 12 หัวข้อได้แก่

             1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
             2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน 
             3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
             4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม 
             5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทย 
             6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์  
             7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย 
             8. มีระเบียบ วินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
             9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ 
             10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
             11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ 
             12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง 

           อย่างไรก็ดีค่านิยมนี้ต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ตั้งแต่วันนี้ ย้ำว่า “ตั้งแต่วันนี้” ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก และอาจต้องใช้มาตรการต่างๆ มาสร้างให้เกิดขึ้นให่ได้ก่อน ขณะเดียวกันก็ใช้กลไกทางสังคม ครอบครัวและสถานศึกษาช่วยขัดเกลาเยาวชนให้ตระหนักถึงคุณธรรมอันดีงามเฉกเช่นที่เราเคยทำมาในอดีต จริงอยู่ว่าด้วยความบอบช้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยที่จะบรรลุผล แม้อาจยาวนานจนถึงหมดคนรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้เราคงหลับตามองเห็นภาพได้ไม่ยากนักว่า วันข้างหน้าลูกหลานเราจะดำรงอยู่ในสังคมประเภทไหน

           คงไม่ช้าไปถ้าเราคนไทยยังสมัครสมานสามัคคี มีสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ กอดคอกันกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเราด้วยตัวของพวกเรากันเอง… ลองจินตนาการดูครับว่า หากไฟกำลังไหม้บ้านเราและพวกเรายังอยู่ในสถานะที่จะช่วยกันดับไปได้ เราจะเลือกทางไหนระหว่างตักน้ำมาช่วยกันดับไฟ หรือช่วยกันสุมไฟให้บ้านเราไหม้วอดววายไปจนสิ้น คำตอบอยู่ในใจของทุกคนแล้วครับ

Watchdog     

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใคร ? คือบุคคลที่คนไทยฝากความหวังไว้ใน สนช.


            การที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันซึ่งกำลังอยู่ในระยะที่ 2 ตามแผนที่วางไว้ โดยใกล้ที่จะก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ ภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาใช้ในการบริหารประเทศ ตอนนี้เรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจและมีการวิพากษ์ วิจารณ์ กันอย่างกว้างขวางคงไม่พ้นเรื่องการประกาศรายชื่อของผู้มาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่กำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 220 คน ตามรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่า คสช.จะมีการทูลเกล้าฯ แค่ 200 คน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถเพิ่มเติมบุคคลที่มีความรู้ความสามารถได้ในภายหลัง
           หลายฝ่ายมีความกังวลเกรงว่าจะเป็นการรวบอำนาจของ คสช. เนื่องจากมีการเสนอรายชื่อของอดีตนายทหารเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกเกือบ 100 คน ที่เหลือเป็นนักวิชาการ ผู้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย ซึ่งจะมีผลต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศในอนาคตข้างหน้า
           ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน การสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งใน สนช.คงได้มีการพิจารณาคัดสรรกันอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. คงไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยผิดหวัง ด้วยพื้นฐานของความตั้งใจที่จะอาสาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง และตั้งใจที่คืนความสุขให้กับคนไทยทุกคน หลังจากที่ต้องผ่านห้วงวิกฤติของบ้านเมืองมาแล้วในห้วงเวลาหนึ่ง
           อย่างไรก็ตามด้วยผลงานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาของ คสช. คนไทยคงได้เห็นถึงความตั้งใจในการเข้ามาแก้ปัญหาของชาติด้วยความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ในระดับหนึ่งแล้ว การตัดสินใจกรณี สนช. ครั้งนี้ก็น่าจะได้บุคคลที่มีความเหมาะสมกับอำนาจหน้าที่อันสำคัญยิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อไปด้วยเช่นกัน
           ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งยังมีความเชื่อว่า ความหวังและความสุขของคนไทยยังฝากไว้กับ คสช. อย่าทำให้คนไทยต้องผิดหวังซ้ำซาก นะครับ….

เฒ่าไผ่เขียว
ขอบคุณภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ในยุค คสช.หวังว่าคำถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีจะเป็นจริง


      ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตราที่ 19 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้
                   "ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" 
                   การถวายสัตย์ปฏิญาณจะไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าผู้ปฏิญาณไม่นำไปยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในอดีตที่ผ่านมานั้น นักการเมืองทุกคนที่เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่างต้องผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นวังวนของการคอรัปชั่น โกงกินบ้านเมือง และยากจะตรวจสอบ เพราะทำกันเป็นขบวนการ ประชาชนชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญยากจะมีโอกาสไปกระทำการอันใดให้บุคคลที่โกงกินบ้านเมืองเหล่านั้นหลุดพ้นออกไปจากตำแหน่ง จึงทำให้ประเทศไทยในห้วงที่ผ่านมานั้น พัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
                   ในยุค คสช.ที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ผมในฐานะประชาชนคนไทย ก็หวังอย่างยิ่งที่จะเห็นคณะผู้บริหารบ้านเมืองในยุค คสช. ได้พิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ถ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตามคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว จะทำให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นบรรทัดฐานไว้ให้นักการเมืองรุ่นหลังในอนาคตใช้เป็นแบบอย่างในการบริหารประเทศต่อไป
                   นี่คือความหวังในช่วงชีวิตหนึ่งในฐานะประชาชนคนไทยของผมครับ
                   เฒ่าไผ่เขียว 
                   

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สวนดุสิตโพลชี้ ผลงาน คสช.ครบ 2 เดือน คะแนน 8.87 เต็ม 10



"สวนดุสิตโพล" เผยประชาชน ให้คะแนนการทำงานของ คสช. ครบ 2 เดือน 8.87 เต็ม 10 ชี้พอใจ คสช. บริหารประเทศเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง

วันที่ 27 ก.ค. "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ คสช. เข้ามา ทําหน้าที่บริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 2 เดือน โดย คสช. ได้มี การดําเนินงานแก้ปัญหาสําคัญในหลายๆ เรื่อง จึงได้สำรวจความ คิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ดังนี้
จากที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน
- ประชาชน 72.94% เห็นว่า ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ บ้านเมืองได้ดี ไม่มีความขัดแย้ง หรือการชุมนุมเคลื่อนไหว
- รองลงมา 69.98% มองว่า คสช. ดําเนินการจัดระเบียบสังคมได้
อย่างเป็นรูปธรรม เห็นการเปลี่ยน แปลงที่ชัดเจน และ
- 67.14% มองว่า คสช.บริหาร ประเทศได้ดี มีผลงานให้เห็น มุ่งมั่นตั้งใจในการทํางาน

"จุดเด่น" ของ คสช. ที่บริหาร ประเทศ ครบ 2 เดือน
- 35.96% ระบุ การทําเพื่อ ประชาชน คืนความสุขให้กับ ประชาชน
- รองลงมา 34.84% มองว่าแก้ไข ปัญหาได้รวดเร็ว เด็ดขาด กล้าตัด สินใจ โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคม
- อีก 29.20% มองว่าจุดเด่นเป็น การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ การมอบ หมายให้ผู้นําแต่ละเหล่าทัพทําหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ

"ปัญหา หรืออุปสรรค" ในการ ดําเนินงานของ คสช. ส่วนใหญ่
- 42.63% ระบุว่า บางปัญหา มีความละเอียดซับซ้อน ต้องอาศัย เวลา และความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย
- รองลงมา 35.12% ต่างชาติ ยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และ
- 22.25% การดูแลรักษาความ ปลอดภัยยังไม่ทั่วถึง ยังมี เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เช่น ไฟใต้

สิ่งที่อยากฝากบอก คสช. เกี่ยวกับ การบริหารประเทศ
- 50.87% ฝากบอกว่า การจัด ระเบียบสังคมเป็นสิ่งที่ดี แต่ควร คํานึงถึงผลกระทบที่ประชาชนบางส่วนจะได้รับ
- รองลงมา 36.69% เร่งสร้าง ความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ
- ขณะที่ 12.44% เร่งแก้ปัญหา ไฟใต้และดําเนินคดีกับผู้กระทําผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆ โดยเร็ว

ส่วนความพึงพอใจของประชาชน ต่อ คสช. ในการบริหารประเทศ ครบ 2 เดือน
- 51.51% พึงพอใจมากเพราะ สามารถทํางานตามแผนที่วางไว้ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ในภาพรวมยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี ฯลฯ
- รองลงมา 40.26% ค่อนข้าง พึงพอใจ เพราะ ชื่นชอบการ จัดระเบียบสังคม ปราบมาเฟีย อาวุธเถื่อน ยาเสพติด ทําให้ บ้านเมืองเป็นระเบียบมากขึ้น ฯลฯ - 5.57% ไม่ค่อยพึงพอใจ เพราะ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติได้ เศรษฐกิจความเป็น อยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น ฯลฯ และ
- 2.66% ไม่พึงพอใจเลย เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อ ให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบ คะแนนที่ประชาชนให้ คสช.นั้น พบว่า คะแนนสูงกว่า จากการที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน โดยครั้งที่ คสช.ทำงานครบ 1 เดือน ได้ 8.82 คะแนน  ครบ 2 เดือน ได้ 8.87 คะแนน  เพิ่มขึ้น 0.05 คะแนน

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าแม้ผลการสำรวจจะไม่ใช่เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็เป็นภาพสะท้อนถึงความต้องการของสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คอยดูกันต่อไปครับว่า การเข้าสู่เฟสที่ 2 ที่จะมีความเข้มข้นขึ้น ภายหลังจากรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วนั้น ทิศทางทั้งการตอบรับของประชาชนและการต่อต้านจากกลุ่มเห็นต่างจะเป็นอย่างไร จะดีขึ้นจริงตามที่คาดหวังหรือไม่ เรื่องนี้น่าติดตามครับ

Watchdog   



วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช.ต้องจำกัดการสร้างกระแส แต่อย่าจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน


             สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองของไทยนิยมใช้ในการทำให้ตัวเองยังคงมีความสำคัญ หรือประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา คือ การสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคม หรือการเกาะกระแส

             ปัจจุบันบรรดานักโฆษณา รวมถึงนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ดารานักแสดงทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสมากพอสมควร เพราะนั่นหมายถึงความสำเร็จในด้านการตลาด ซึ่งการสร้างกระแสนั้นแต่ละคนย่อมมีเทคนิคเฉพาะของตนเอง ไม่มีกฎที่ตายตัว แต่จะใช้จังหวะ และโอกาส รวมถึงวิธีการที่แตกต่างกันออกไปตามขีดความสามารถ และปัจจัยที่จะใช้ในการสนับสนุน เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์
             การสร้างกระแสนั้นมีสิ่งที่เป็นพื้นฐานในกระบวนการปฏิบัติที่สำคัญๆ พอสรุปได้คือ
             - การสร้างเรื่องราว
             - การปล่อยข่าว
             - การเฝ้าติดตามผล

             นักการเมืองไทยนิยมสร้างกระแสอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำตนเองให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่ในยุคที่ คสช.เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศในตอนนี้ คงทำให้นักการเมืองอาชีพที่ใช้การสร้างกระแสเพื่อเรียกคะแนนนิยมอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดและอัดอั้นใจพอสมควร เพราะไม่สามารถสร้างกระแสได้ตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจากบทเรียนในอดีตนั้น การสร้างกระแสของนักการเมืองก็มีทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ และสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

             ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ คสช.พยายามกำหนดมาตรการในการจำกัดการสร้างกระแสของนักการเมืองในปัจจุบัน เพราะถ้าปล่อยให้สร้างกระแสแบบไม่มีขีดจำกัดแล้ว สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นปัญหาของชาติส่วนรวมได้ บทเรียนมีให้ศึกษามากมายจากอดีตที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยครับ

            คสช. ต้องจำกัดการสร้างกระแสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติให้ได้ แล้วประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้เร็วกว่าอดีตที่ผ่านมาครับ จำกัดการสร้างกระแสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาตินะครับ ไม่ใช่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นเผด็จการ ขอให้ทำต่อไปเถอะครับ ผมเชื่อว่าคนที่รักประเทศชาติอย่างแท้จริงเขาเข้าใจ พร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้ และยินดีให้การสนับสนุนครับ

    เฒ่าไผ่เขียว  

จากประชาชนถึง คสช. ระวัง ! ความสุขที่ไม่เป็นจริง




         ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยปัจจุบัน ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากค่านิยมของการทำงานในลักษณะเอาหน้าโดยลืมคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น หรือค่านิยมการทำงานแบบนั่งเทียน ทั้งนี้อาจจะมีปัจจัยพื้นฐานมาจาก
               - ต้องการลดการถูกตำหนิติเตียนจากผู้บังคับบัญชา
               - ต้องการสร้างภาพให้ดูดีในสายตาคนอื่น
               - ต้องการหลบหลีกความผิดของตนเอง
               - ต้องการช่วยเหลือเพื่อหวังพึ่งพาอาศัยในยามจำเป็น

               สังคมไทยคงหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ ตราบใดที่คนยังมีกิเลสตัณหา และมีความต้องการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่แสนจะวุ่นวาย แต่จะมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่า การที่สังคมยอมรับ และยึดถือจนกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมาในภายหลัง ที่จะต้องคอยตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น

               ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านในต่างจังหวัด ได้รับฟังการพูดคุยกันในวงสนทนาแคบๆ ในกลุ่มชาวบ้านด้วยกัน ที่มีการวิจารณ์การบริหารบ้านเมืองของ คสช. ซึ่งเป็นความรู้สึกของชาวบ้านจริงๆ ที่เขากำลังรู้สึกเริ่มเบื่อกับการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ต้องบังคับหรือเกณฑ์คนไปร่วมงานเพื่อสร้างภาพ สร้างผลงาน  ซึ่งปัญหานี้ถ้าให้มองในมุมของคนนอก คงเกิดจากความตั้งใจของหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการสนองนโยบายของ คสช.ให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม แต่ลืมคิดถึงความรู้สึก และความต้องการของชาวบ้านบางกลุ่มที่เขาต้องเสียสละเวลาของเขาที่ต้องใช้ในการทำมาหากินไปร่วมกิจกรรม

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินจากกลุ่มผู้ค้าปุ๋ย และยาฆ่าแมลงที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ผู้ค้าปลีกและชาวนากำลังคิดสร้างบัญชีลวงด้วยเหตุที่ผู้ค้าปลีกไม่สามารถขายในราคาถูกตามที่ คสช.กำหนดได้ เนื่องจากรับของมาจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าทำให้จำเป็นต้องเปิดขายหลังร้านไม่มีการวางขาย ชาวนาคนใดเต็มใจจ่ายในราคาสูงก็สามารถซื้อได้ แต่หากต้องการซื้อของในราคาถูกตามที่กำหนดก็หมดสิทธิ์ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ชาวนาก็ยังมีความจำเป็นต้องซื้อ ซึ่งข้อแม้ของการซื้อขายจึงอยู่ที่บัญชีรายการซื้อขายลวง โดยต้องเป็นราคาตามที่ คสช.กำหนดครับ

              ในส่วนของราคาข้าวที่เป็นประเด็นหลักอีกเรื่องหนึ่งนั้น ชาวนาเขาแสดงความเห็นกันว่า ถ้าได้ในราคาเกวียนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เขาพออยู่ได้ แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านมานั้น ชาวนามักจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงสี พ่อค้าคนกลาง ที่มักจะกดราคาลงจนเหลือราคาซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาทเท่านั้น ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติที่ควรจะได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจังในยุคที่ คสช. เข้ามาบริหารบ้านเมือง ยุคที่ปลอดการเรียกรับผลประโยชน์ และปลอดคอรัปชั่นครับยังไงชาวนาก็ยังต้องพึ่งพ่อค้าอยู่ดีครับ  

               สิ่งเหล่านี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผมในฐานะของประชาชนคนไทย อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเสียงวิจารณ์ในวงสนทนาของชาวนา และพ่อค้าปุ๋ย พ่อค้ายาฆ่าแมลง รวมถึงชาวบ้านที่แม้ว่าจะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่กล่าวถึงนโยบายของ คสช. ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปพิจารณาแนวทางสำหรับการกำหนดนโยบายในอนาคตได้ แต่คงต้องเอาไปพิจารณาในภาพรวมกับข้อมูลเชิงลึก และข้อมูลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย  อย่าลืมนะครับว่าเรื่องราวที่บานปลายใหญ่โตจนยากจะแก้ไขบางเรื่องอาจจะมีจุดเริ่มต้นมาจากน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว ครับ


 เฒ่าไผ่เขียว 

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช.ในมุมมองของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย “พุทธะอิสระ”


        วันนี้หลังจากใช้เวลาท่องอยู่ในยุทธภพไซเบอร์ตามปกติ บังเอิญได้พบเจอความเห็นของบุคคลท่านหนึ่งที่ชาวไทยต้องรู้จักดีในฐานะนักบวชฝีปากกล้า“พระพุทธะอิสระ” ผู้ใช้วาจาแบบตรงไปตรงมาในทุกเรื่องทุกประเด็นทั้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและไม่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบทบาทการเป็นแกนนำพามวลชนเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เป็นที่ถูกใจหรือถูกใจกับคนส่วนใหญ่ทั้งหมด แต่พิจารณาดูแล้วสิ่งที่ท่านแสดงความเห็นเป็นความจริงทางสังคมที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว แม้สำนวนสำเนียงอาจมีกลิ่นอายถึงการเสียดสีหรือยกย่องคนบางกลุ่ม แต่ในการแสดงความเห็นครั้งนี้ได้แฝงไว้ด้วยตรรกกะแห่งการดำรงชีวิตอยู่อย่างตะหนักรู้ และแจ้งให้รู้เท่าทันเพื่อปรับตัวในอยู่รอดได้ในสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วและกำลังจะเปลี่ยนแปลงต่อไป จึงขอยกข้อความต่อไปนี้มานำเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณากันครับ
       

หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)

ช่วงเวลาร่วมสิบปีที่ผ่านมา ด้วยข้ออ้างว่า เสมอภาค สิทธิเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตย ก็สามารถละเมิด ก้าวล่วง ข้ามเส้นแบ่งระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูบาอาจารย์กับศิษย์ นักบวชกับศาสนิกชน พระมหากษัตริย์กับพศกนิกร เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายกับกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ศาลสถิตยุติธรรมกับนักการเมือง นักการเมืองกับประชาชนและประเทศชาติ นักการเมืองกับข้าราชการประจำ สื่อสารมวลชนกับข้อมูลข่าวสารที่เลือกข้าง

ด้วยข้ออ้างความเสมอภาค สิทธิมนุษย์ชน ประชาธิปไตย มันทำลายความมั่นคงทางศิลปวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง สถาบันตุลาการ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันข้าราชการประจำ สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว และสถาบันสื่อสารมวลชน

สถาบันดังกล่าว ล้วนแล้วแต่ถูกก้าวก่าย ล้ำเส้นแบ่ง แทรกแซง ล้วงลูก ครอบงำ ทำพฤติกรรมอำพราง ด้วยข้ออ้างสิทธิเท่าเทียม เสมอภาค ประชาธิปไตย แต่หากไม่ถูกใจ กูจะปฏิเสธหรือไม่ก็ทำร้ายทำลายจนขาดความน่าเชื่อถือ ไม่เว้นแม้แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศก็ไม่เว้น

ทั้งที่ทุกภาคส่วนของสังคมในทุกมิติ ล้วนแต่มีเส้นแบ่งกันอยู่อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ต้องทำหน้าที่อุปถัมภ์เลี้ยงดูบุตรธิดา ให้เจริญเติบโตมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถ จนเป็นที่พึ่งของตนและคนอื่นได้ แต่ก็มีพ่อแม่ไม่น้อย ที่มิได้ให้ความสำคัญต่อคุณภาพคุณธรรมของชีวิตลูกตนซักเท่าไร เอาแต่ขวนขวายแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง มาปรนเปรอความอยากของลูกตนจนเกินพอดี แล้วในที่สุด ด้วยความอยากที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดให้แก่ลูกตลอดมา เมื่อลูกเติบโตขึ้น ก็อาศัยความอยาก อยู่ด้วยความอยาก จนทำชีวิตและสังคมรอบข้างยุ่งยาก และเมื่อไม่สมอยาก ทีนี้ต้องใช้สารพัดวิธีให้ได้มา ไม่เว้นแม้แต่จะทำร้ายพ่อแม่หรือคนในครอบครัวและสังคมใกล้ตัว ดังมีข่าวให้เห็นชัดๆ เช่น ลูกฆ่าพ่อแม่พี่เพื่อต้องการสมบัติ

เหล่านี้คือตัวอย่างที่เส้นแบ่งทางสังคมที่ถูกก้าวล่วงทำลายลง 10 กว่าปีมานี้ บ้านเมืองทุกหย่อมหญ้าจึงหมัก หมมโสมมด้วยปัญหา สังคมแตกแยก ขาดความสงบสุข

วันนี้คุณประยุทธ์ คสช.ออกมาทำให้เส้นแบ่งทุกมิติของสังคมเด่นชัดขึ้น ทำให้เส้นแบ่งที่ดีมีอยู่เดิมแต่เพราะถูกคำว่าสิทธิเท่าเทียม เสมอภาค ประชาธิปไตย ทำร้ายทำลายให้เกิดความคลางแคลงระแวงสงสัย ในเส้นแบ่งนั้นๆ กลับมาเป็นที่ยอมรับได้ในทุกมิติของคนในสังคม ทำให้ความสวยงามของสังคมไทยกลับคืนมา ทำให้ลูกหลานไทยมีอนาคตที่สดใส มุ่งหวังได้ มีความฝันที่จับต้องได้ว่า เมืองไทย ใหญ่อุดม ยินดีสม เป็นนาสวน ผองไทย ต่างชักชวน ให้ร่วมกัน มุ่งมั่นทำ ความสุข ที่สวยล้ำ อยู่ทุกยาม ตามชอบใจ

อืม...จริงแฮะ สา...ธุ

Watchdog       

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“ยกเลิก 30 บาทรักษาทุกโรค” แกนแดงดำดินโผล่ปลุกกระแสป่วนไม่เลิก ดิสเครดิต คสช.



            กระแสต่อต้านจากกลุ่มแดงกำลังมาแรง โดยทำทุกอย่างในการสร้างความเข้าใจผิดเพื่อดิสเครดิต คสช. ที่กำลังเข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนไทย (ที่รู้ผิดรู้ถูก) ส่วนใหญ่  ล่าสุดแกนนำเสื้อแดงนำโดย อดีต สส.พรรคเพื่อไทยได้ปล่อยข่าวตามพื้นที่อิทธิพลของตนโดยเฉพาะในเขตภาคอิสานและภาคเหนือว่า คสช. โดย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชาในฐานะหัวหน้า คสช.จะลอยแพคนไข้โดยการยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค... ภายใต้การเสนอของกระทรวงสาธารณสุข โดยเปลี่ยนเป็นคิดค่าบริการ 30-50 % เพื่อกำจัดระบบที่ทักษิณทำตามโครงการประชานิยมให้หมดสิ้นไป การปล่อยข่าวแบบนี้แน่นอนว่าคนตามต่างจังหวัดที่ไม่ได้รับข่าวสารที่ถูกต้องจะต้องพลอยฮึมใส่ คสช. ด้วยการเฮตามเสื้อแดงซึ่งไม่พอใจ คสช. เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

           งานนี้หากเป็นประชาชนทั่วไปคงพอจะเดาได้ว่าไม่มีทางที่ คสช. จะทำอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่เริ่มเข้ามายึดอำนาจนั้น ประชาชนระดับรากหญ้าต่างได้รับอานิสงค์จากการตัดสินใจบนพื้นฐานการคืนความสุขให้ประชาชนตามมอตโต้ที่ตั้งไว้  แต่กับบรรดาคนเสื้อแดงแล้ว นี่จะเป็นเงื่อนไขหลักที่จะปลุกกระแสให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านได้ จึงเป็นความพยายามดิ้นทุรนทุรายด้วยการใช้ข่าวลือเพื่อกลับมาเป็นฝ่ายรุกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งดูอย่างไรสำหรับประชาชนคนไทยในวันนี้ที่ได้รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องและได้รับทราบผลการปฏิบัติงานของ คสช. มาอย่างต่อเนื่อง มันก็เป็นเพียงการดิ้นรนแบบ        สิ้นหนทางของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ทางการเมืองและพวกพ้อง  เพราะวันนี้หูตาของชาวบ้านเกิดความสว่างไสวมากขึ้น

                หรือหากยังคิดว่าชาวบ้านยังหลงงมงายกับแนวคิดเก่าๆ ก็ลองพยายามต่อไปนะ วันหนึ่งผลกรรมที่ทำไว้จะตามทัน ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก....เนอะ

Watchdog     

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คสช. ต้องทำความจริงให้ปรากฏ สยบการเคลื่อนไหว !!!



     

         คสช. ขณะนี้ยังไม่พ้นวิบากกรรมจากคนไทยและคนต่างชาติ ซึ่งคนไทยในที่นี้หมายถึง แก๊งเสรีเถื่อน พวกชู 3 นิ้ว อ่านหนังสือกินแซนวิส ตลอดจนบรรดาขี้ข้าระบอบทักษิณที่รอวันฟื้นคืนสู่อำนาจ ส่วนคนต่างชาติ ในที่นี้ได้แก่พวกประเทศมหาอำนาจจักรวรร ดินิยม ทั้งอเมริกาและยุโรป คนพวกนี้ไม่ต่างจากมารผจญทำลายความสุขของคนไทยทั้งประเทศ

แต่อย่างไรก็ตามคำพังเพยที่ว่า “ไม่มีมารผจญ บารมีไม่เกิด” จึงเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นความแข็งแกร่งของ คสช. ที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำความสุขให้แก่ประชาชนคนไทย และนำความเจริญให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน !!!

การที่จะสยบการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้อง “ทำความจริงให้ปรากฏประจานคนทั้งโลก ได้รับรู้ถึงพฤติกรรม “มือถือสากปากถือศีล” เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ของกลุ่มเหล่านี้ ซึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญในการสยบการเคลื่อนไหว ดังนี้

ประการแรกคือ การทำความจริง “เรื่องการคอร์รัปชั่น” การกอบโกยโกงกินของนักการเมืองยุคนายทุนสามานย์ระบอบทักษิณครองเมือง ให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมคือ ต้องเร่งดำเนินคดีทุกคดีด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว โดยพิสูจน์ให้สาธารณชนสังคมโลกได้เห็นได้รับรู้ “มีกระบวนทุจริตคอร์รัปชั่นกอบโกยโกงกินจริง มีคนผิดติดคุกจริง”

ประการต่อมาเป็นการตีแผ่ทำความจริง “เรื่องก่อการร้าย” ตั้งแต่ปี 2552 – 2557 พฤติกรรมการเข่นฆ่าทหาร ประชาชนคนเสื้อแดง เผาบ้านเผาเมืองอย่างเป็นระบบ จากปัจจัยแก้วสามประการ “พรรคการเมือง มวลชนคนเสื้อแดง และกองกำลังติดอาวุธ” ให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมคือ คือ ต้องเร่งดำเนินคดีทุกคดีด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว โดยพิสูจน์ให้สาธารณชนสังคมโลกได้เห็นได้รับรู้ “มีกระบวนก่อการร้ายจริง มีการเข่นฆ่าทหาร ประชาชนจริง มีการเผาบ้านเผาเมืองจริง มีคนผิดติดคุกจริง”
สาเหตุที่เน้นและให้ความสำคัญกับเรื่องการคอร์รัปชั่น การก่อการร้าย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองใด ย่อมเป็นที่รังเกียจและต้องถูกประณามชนิดให้อภัยไม่ได้

ในเมื่อบรรดามารที่ผจญ คสช. ในขณะนี้ มีพฤติกรรม “มือถือสากปากถือศีล” ทำเป็นต่อต้านการคอร์รัปชั่น ต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้มีเลือกตั้ง เรียกร้องประชาธิปไตย (จอมปลอม) แต่กลับมีพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิดสนับสนุน ตอลดจนกระทำด้วยตนเองในการคอร์รัปชั่นในการก่อการร้าย จึงต้องสยบมารเหล่านี้ด้วยการทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อประจานให้โลกได้รับรู้พฤติกรรมคนพวกนี้ โดยไม่ต้องไปทะเลาะหรือโต้ตอบ ปล่อยให้สังคมโลกประณามลงโทษคนพวกนี้เองดูจะมีน้ำหนักมากกว่า

ดังนั้น หน้าที่ “ทำความจริงให้ปรากฏ” ต้องถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยให้ ตำรวจ ดีเอสไอ ปปช. อัยการ ศาลสถิตยุติธรรม เร่งลงมือทำงานเป็น “วาระแห่งชาติ” อีกเรื่องหนึ่ง !!!

Watchdog  หมาเฝ้าบ้าน